แผนจัดการเรียนรู้tltc.ac.th/planstudy/Lesson...

Post on 01-Jun-2020

6 views 1 download

transcript

แผนจดการเรยนร

รหสวชา 20101-2008 วชา การขบรถยนต หลกสตร ประกาศนยบตรวชาชพ(ปวช.)

ประเภทวชา ชางอตสาหกรรม

จดท าโดย นายสจนดา จนทรใส

ต าแหนง พนกงานราชการ(คร)

สาขาวชา ชางยนต วทยาลยเทคนคถลาง ส านกงานคณะกรรมการการอาชวศกษา กระทรวงศกษาธการ

2

จดประสงครายวชา สมรรถนะรายวชา และค าอธบายรายวชา

วชา การขบรถยนต รหส 20101-2008 ท-ป-น (1-3-2) หลกสตรประกาศนยบตรวชาชพ พทธศกราช 2556

ประเภทวชาอตสาหกรรม สาขาวชาเครองกล จ านวน 2 หนวยกต คาบการสอน 72 ชวโมง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------- จดประสงครายวชา เพอให

1. เขาใจกฎจราจรการเตรยมการกอนการขบรถยนตและการขบรถยนตอยางปลอดภย 2. ขบรถยนตไดอยางปลอดภยตามกฎจราจร 3. มกจนสยในการขบรถยนตมมารยาทในการขบรถยนตและค านงถงกฎจราจร สภาพแวดลอม

สมรรถนะรายวชา 1. แสดงความรเกยวกบหลกการขบรถยนตและกฎจราจร 2. บ ารงรกษารถยนตประจา วนตามคมอ 3. ตรวจสอบสภาพรถยนตกอนการใชงานตามคมอก าหนด 4. ขบรถยนตในสถานการณเสมอนจรงตามกฎจราจร

คาอธบายรายวชา ศกษาและปฏบตเกยวกบกฎจราจรเครองหมายจราจร การควบคมบงคบรถยนตตรวจสภาพรถยนต การขบ

รถยนตในสภาวะตางๆการออกรถชะลอความเรวหยดรถ จอดรถขบรถอยางปลอดภยตามกฎจราจร มารยาทในการ ขบรถยนตและการบ ารงรกษารถยนต

3

การก าหนดเนอหารายวชา

รหส 20101-2008 ชอวชา การขบรถยนต 4 ชวโมง/สปดาห

หนวยการเรยนรท

ชอหนวย จ านวนชวโมง

1 กฏจราจรและกฎหมายกฎหมายเกยวกบการใชรถ 8 2 อปกรณควบคมและสญญาณไฟภายในรถยนต 4 3 การเตรยมความพรอมถกอนการขบรถยนต 8 4 การสตารตเครองยนตและการขบรถยนต 12 5 การขบรถยนตใหถกกฎหมาย 12 6 7 8 9

การขบรถยนตใหปลอดภย การขบรถยนตในสถานการณตาง ๆ การขบรถยนตเมอเกดเหตฉกเฉน มารยาทในการขบรถยนต

4 8 4 4

10

การบ ารงรกษารถยนต สอบปลายภาค

4 4

รวม 72

4

การแบงหนวยการเรยนร

ครงท ชอหนวยการเรยนร

พฤตกรรมทพงประสงค จ านวนคาบ (ชวโมง)

พทธพสย

ทกษะพสย

จตพสย

1-2 3

4-5

6-8

9-11

12

13-14

15

16

17

18

หนวยท 1 กฎจราจรและกฎหมายเกยวกบการใชรถ (ปฏบตใบงานท 1-3) หนวยท 2 อปกรณควบคมและสญญาณไฟภายในรถยนต (ปฏบตใบงานท 3) หนวนท 3 การเตรยมความพรอมกอนการขบรถยนต (ปฏบตใบงานท 4-5) หนวยท 4 การสตารตเครองยนตและการขบรถยนต (ปฏบตใบงานท 6-7) หนวยท 5 การขบรถยนตใหถกกฎหมาย (ปฏบตใบงานท 8-9) หนวยท 6 การขบรถยนตใหปลอดภย (ปฏบตใบงานท 10) หนวยท 7 การขบรถยนตในสถานการณตาง ๆ (ปฏบตใบงานท 11) หนวยท 8 การขบรถยนตเมอเกดเหตฉกเฉน (ปฏบตใบงานท 12) หนวยท 9 มารยาทในการขบรถยนต (ปฏบตใบงานท 13) หนวยท 10 การบ ารงรกษารถยนต (ปฏบตใบงานท 14) สอบปลายภาค

/

/

/

/

/ /

/ / / / /

/

/

/

/

/ /

/ / / / /

/

/

/

/

/ / /

/ / / /

8

4

8

12

12 4

8 4 4 4 4

รวม 72

5

ตารางวเคราะหจดประสงคการเรยนร

ครงท

ชอหนวยการเรยนร

ระดบพฤตกรรมทพงประสงค ความร ทกษะ กจพสย

1 2 3 4 5 6 1 2 1 2

1-2 3

4-5 6-8 9-11 12

13-14 15 16 17 18

หนวยท 1 กฎจราจรและกฎหมายเกยวกบการใชรถ หนวยท 2 อปกรณควบคมและสญญาณไฟภายในรถยนต หนวนท 3 การเตรยมความพรอมกอนการขบรถยนต หนวยท 4 การสตารตเครองยนตและการขบรถยนต หนวยท 5 การขบรถยนตใหถกกฎหมาย หนวยท 6 การขบรถยนตใหปลอดภย หนวยท 7 การขบรถยนตในสถานการณตาง ๆ หนวยท 8 การขบรถยนตเมอเกดเหตฉกเฉน หนวยท 9 มารยาทในการขบรถยนต หนวยท 10 การบ ารงรกษารถยนต สอบปลายภาค

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

ความร 1 = ความจ า 2 = ความเขาใจ 3 = การน าไปใช 4 = วเคราะห 5 = สงเคราะห 6 = ประเมนคา ทกษะ 1 = ท าตามแบบ 2 = ถกตองแมนย า กจนสย 1 = การประเมนคณคา 2 = การจดระบบ

6

แผนการจดการเรยนร หนวยท 1

ชอวชา การขบรถยนต สอนครงท 1 -2

ชอหนวย กฎจราจรและกฎหมายเกยวกบการใชรถ ชวโมงรวม 8 ชวโมง

แนวคดส าคญ (Main Idea) ในการใชรถยนต ผชบขจะตองมความรและความเขาใจเกยวกบการใชรถใหถกกฎจราจร และไมขดตอ

กฎหมายควบคมการใชรถยนตและการใชทางเดนรถ เนองจากตองใชทางเดรรถรวมกบผอนเปนการปองกนอบตเหตและอนตรายในรปแบบตาง ๆ ทเกดจากการใชรถยนต

หวขอเรอง (Topics) 1.1 ความพรอมของรถยนตเพอการขบข 1.2 การใชไฟสญญาณหรอสญณาณอน ๆ 1.3 สญญาณจราจร 1.4 เครองหมายจราจร 1.5 หลกการเบองตนของกฎหมายเกยวกบการใชรถยนต

จดประสงคเชงพฤตกรรม (Behavioral Objective) 1. อธบายความพรอมของรถยนตเพอใชในการขบขตามกฎหมายก าหนดได 2. อธบายการใชสญญาณของรถ สญญาณจราจร และเครองหมายจราจรได 3. อธบายหลกการเบองตนของกฎหมายทเกยวของกบการขบรถยนตได 4. มกจนสยในการขบรถยนตมมารยาทในการขบรถยนตและค านงถงกฎจราจรสภาพแวดลอม

สมรรถนะยอย (Element of Competency)

1. แสดงความรเกยวกบกฎจราจรและกฎหมายทเกยวของกบการใชรถยนต 2. ปฏบตงานเตรยมความพรอมรถยนตเพอการขบข

การบรณาการกบปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง หลกความพอประมาณ 1. ผเรยนใชเวลาในการเตรยมอปกรณ และรถยนตฝกหดขบ ไดอยางเหมาะสม 2. ผเรยนจดสรรเวลาในการฝกปฏบตตามใบงานไดอยางเหมาะสม 3. ผเรยนรจกใชและจดการวสดอปกรณตางๆอยางประหยดและคมคา 4. ผเรยนปฏบตตนเปนผน าและผตามทด 5. ผเรยนเปนสมาชกทดของกลมเพอนและสงคม

7

หลกความมเหตผล 1. ผเรยนเหนคณคาของวสด อปกรณ และรถยนตฝกหดขบเพอใชในการเรยน 2. ตระหนกในความส าคญของการฝกปฏบตอยางถกวธ 3 น าเสนอวธการในการแกปญหาไดอยางถกตอง มเหตผล และสามารถน าไปปฏบตในชวตประจ าวนได 3. แสดงความคดอยางมเหตผล 4. ซกถามในสงทสงสย และทกทวงในสงทไมถกตองอยางถกกาลเทศะ 5. ยอมรบฟงความคดเหนของผอน 6. มการคดวเคราะหอยางเปนระบบ

หลกความมภมคมกน

1. ผเรยนมความรในเรองทเรยน และสามารถถายทอดความรใหผอนมความรไดอยางมประสทธภาพ 2. ผเรยนมทกษะในเรองทฝกปฏบตและสามารถถายทอดใหผอนไดอยางมประสทธภาพ 3. ผเรยนสามารถใชงานอปกรณและรถยนตไดอยางปลอดภย 4. ปฏบตตามกฎระเบยบของสถานศกษา 5. มการเตรยมความพรอมในการเรยนภาคทฤษฎและปฏบต 6. แกปญหาเฉพาะหนาไดดวยตนเองอยางเปนเหตเปนผล 7. มความสามารถในการควบคมอารมณและการแสดงออกของตนเองในสถานการณตาง

เงอนไขความร

1. ผเรยนไดใชกระบวนการคดในเรยนร การเตรยมอปกรณ รถยนตฝกหดขบและการฝกปฏบต

2. ผเรยนมความรและความเขาใจในการเรยนรและฝกปฏบตตามวตถประสงคทก าหนด

3. ผเรยนปฏบตงานดวยความละเอยดรอบคอบ

4. ผเรยนมความร ความเขาใจเกยวกบหลกปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง

เงอนไขคณธรรม 1. ผเรยนใชวสดอปกรณอยางเหนคณคา ประหยด

2. ผเรยนเตรยมวสด อปกรณ รถยนตฝกหดขบ เสรจตามเวลาทก าหนด

3. ผเรยนมความพยายามและกระตอรอรนในการเรยนและฝกปฏบต

4. ผเรยนใหความรวมมอกบการท ากจกรรมของสวนรวม มจตอาสาในการชวยเหลอผอน

8

เนอหาสาระ

1.1 ความพรอมของรถยนตเพอการขบข มขอก าหนดดงน 1.1.1 มสภาพมนคง แขงแรง ไมกอใหเกดอนตราย หรอท าใหเสอมเสยสขภาพอนามยแกผใช และผอน 1.1.2 มการตดแผนปายเลขทะเบยน แผนปายเครองหมายเลขทะเบยนหรอปายประจ ารถอยางถกตอง 1.1.3 ลอของรถทสมผสกบผวทางตองเปนยาง 1.1.4 ไมมเสยงดงรบกวนผอน เครองยนตไมกอใหเกดกาซ ฝน ควน ละอองเคม หรอมเสยงดงเกนเกณฑท

กฎหมายก าหนด 1.2 การใชไฟสญญาณหรอสญญาณอน ๆ ผขบขตองเรยนรและปฏบตตามทกฎหมายก าหนด เพอใหผใชรถ

เขาใจตรงกน เปนการปองกนกนเกดอบตเหต และความสญเสยจากการใชรถ 1.3 สญญาณจราจร หมายถง สญญาณจราจรทใชควบคมการจราจรโดยโคมสญญาณไฟจราจร ประกอบดวย

ดวงโคมสแดง สเหลองอ าพน และสเขยว บางกรณกมรปลกศรหรอกากบาท หรอขอความตาง ๆ ไวดวย ผขบขจะตองศกษาท าความเขาใจกอนการขบขรถยนต และปฏบตใหถกตองตามสญญาณจราจร สญญาณจราจร หมายถง สญญาณจราจรทใชควบคมการจราจรโดยโคมสญญาณไฟจราจร ประกอบดวยดวงโคมสแดง สเหลองอ าพน และสเขยว บางกรณกมรปลกศรหรอกากบาท หรอขอความตาง ๆ ไวดวย ผขบขจะตองศกษาท าความเขาใจกอนการขบขรถยนต และปฏบตใหถกตองตามสญญาณจราจร

1.4 เครองหมายจราจรชนดปายและชนดบนผวทาง แบงออกเปน 2 ประเภท คอ ประเภทบงคบและประเภทเตอน ผขบขจ าเปนตองทราบเครองหมายจราจรทงสองประเภท เพอใหสามารถขบขรถไดอยางปลอดภย รปรางของปายจราจรแตละชนดมความหมายดงน เครองหมายวงกลมเปนเครองหมายค าสง เครองหมายสามเหลยมเปนเครองหมายเตอน เครองหมายสเหลยมเปนสงทแจงบอกและทศทาง ส าหรบเครองหมายบนถนน สามารถเปนไดทงปายค าสง ปายเตอน และปายบอกทศทาง 1.5 หลกการเบองตนของกฎหมายทเกยวกบการใชรถยนต ในการขบรถยนตใหปลอดภย ผขบขตองรกฎหมายทเกยวของกบการขบรถอยางครบถวน เพอปองกนอนตรายและความเสยหายใด ๆ อนเกดจากการขบรถดวยความไมร ค าจดความตาง ๆ ตามพระราชบญญตจราจรทางบก พ.ศ. 2522 กจกรรมการเรยนการสอน

ขนน าเขาสบทเรยน 1. น าเขาสบทเรยนเรองกฏจราจรและกฏหมายเกยวกบการใชรถโดยใหผเรยนมสวนรวม 2. ทดสอบกอนเรยน

9

ขนการสอน 1. บรรยายประกอบสอภาพนงและภาพเคลอนไหวแบบสอสารสองทางดวยวธการสอนทหลากหลาย พรอม

ยกตวอยางประกอบ 2. นกเรยนซกถามปญหาขอสงสยและรวมกนอภปรายเสนอแนะเพอหาแนวทางในการเรยนรรวมกนอยาง

มประสทธภาพ 3. ท าแบบฝกหดและรวมกนเฉลย 4. ปฏบตตามใบงานท 1-2 5. ในระหวางเรยนและปฏบตตามใบงานมการประเมนคณธรรม จรยธรรม และคณลกษณะอนพงประสงค

ขนสรปและการประยกต 1. ครและนกเรยนรวมกนสรปเนอหาสาระ และผลการฝกปฏบต 2. ท าแบบทดสอบหลงเรยน

สอการเรยนการสอน 1. หนงสอเรยนวชาการขบรถยนตของส านกพมพศนยหนงสอเมองไทย จ ากด 2. แบบทดสอบกอนเรยน/หลงเรยน 3. แบบประเมนคณธรรม จรยธรรม คานยม และคณลกษณะอนพงประสงค 4. รถยนตฝกหดขบ 5. สนามฝกหดขบและอปกรณ

การวดและประเมนผล 1 เครองมอวดผล

- แบบประเมนคณธรรม จรยธรรม คานยม และคณลกษณะอนพงประสงคของผเรยน - แบบทดสอบ - แบบประเมนใบงาน

2 เกณฑการประเมนผล คะแนนความรความเขาใจตามวตถประสงค รอยละ 50 ขนไป หมายถง ผาน ต ากวา รอยละ 50 หมายถง ไมผาน คะแนนพฤตกรรมการเรยนทฤษฎและปฏบต 3 หมายถง ด 2 หมายถง ปานกลาง 1 หมายถง ตองปรบปรง ความรความเขาใจตามวตถประสงคมคะแนนรวมรอยละ 50 ขนไป

10

บนทกหลงการสอน สรปผลการจดการเรยนร .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................................

ปญหาทพบในกระบวนการจดการเรยนร .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................................

แนวทางแกปญหาการเรยนรภาคทฤษฎ .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................................

.แนวทางแกปญหาการเรยนรภาคปฏบต

..................................................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................................................

11

เฉลยแบบฝกหดหนวยท 1 ขอ 1. รถยนตทจะน ามาใชในการขบขตองมความสมบรณ และมความพรอมในการใชงาน เปนไปตามขอก าหนดตามกฏหมาย ดงน

- มสภาพมนคง แขงแรง ไมกอใหเกดอนตราย หรอท าใหเสอมเสยสขภาพอนามยแกผใช และผอน - มการตดแผนปายเลขทะเบยน แผนปายเครองหมายเลขทะเบยนหรอปายประจ ารถอยางถกตอง - ลอของรถทสมผสกบผวทางตองเปนยาง - ไมมเสยงดงรบกวนผอน - เครองยนตไมกอใหเกดกาซ ฝน ควน ละอองเคม หรอมเสยงดงเกนเกณฑทกฎหมายก าหนด ดงน

เครองยนตทใชน ามนดเซล ควนด าไมเกนรอยละ 50 เมอวดดวยเครองวดระบบกระดาษกรอง และระดบเสยงรถยนตมคาไมเกน 100 เดซเบล เอ เมอการตรวจวดในระยะหางจากรถยนต 0.5 เมตร ขอ 2. สญญาณไฟจราจร ประกอบดวยไฟสญญาณสตาง ๆ ดงน

- สญญาณไฟจราจรสเหลองอ าพน ใหผขบขเตรยมหยดรถ หลงเสนใหรถหยด เวนแตจะไดขบเลยเสนใหรถหยดไปแลว กใหขบเลยไปได

- สญญาณไฟจราจรสแดง หรอเครองหมายจราจรทมค าวา “หยด” ใหผขบขหยดรถหลงเสนใหหยด - สญญาณไฟจราจรสเขยว หรอเครองหมายจราจรทมค าวา “ไป” ใหผขบขขบรถตอไปได - สญญาณไฟจราจรลกศรสเขยวชใหเลยวหรอชใหตรงไป ใหผขบขเลยวรถหรอขบรถตรงไปได ตามทศทางท

ลกศรข และตองขบรถดวยความระมดระวงใหสทธแกคนเดนเทาในทางขามหรอรถทมทางขวากอน - สญญาณไฟจราจรกระพรบสแดง ใหผขบขหยดรถหลงเสนใหหยด เมอเหนวาปลอดภย และไมเปนการกด

ขวางการจราจรแลว จงใหขบรถตอไปดวยความระมดระวง - สญญาณไฟจราจรกระพรบสเหลองอ าพน ใหผขบขลดความเรวของรถลงและผานทางเดนรถนนไปดวย

ความระมดระวง การจะขบรถตรงไปหรอเลยวรถ จะตองเขาอยในชองเดนรถใหถกตอง - สญญาณไฟจราจรสแดง ทท าเปนรปกากบาทเฉยงอยเหนอชองเดนรถใด หามมใหผขบขขบรถในชอง

เดนรถนน - สญญาณไฟจราจรสเขยว ทท าเปนลกศรอยเหนอชองเดนรถใด ใหผขบขซงขบรถในชองเดนรถนนขบรถ

ผานไปได ขอ 3. เครองหมายจราจรชนดปายและชนดบนผวทาง แบงออกเปน 2 ประเภท คอ ประเภทบงคบและประเภทเตอน

12

ขอ 4. ปายจราจรประเภทบงคบ เปนเครองหมายก าหนด บงคบ หาม หรอจ ากดบางประการเพอบงคบการจราจรในทาง สวนปายจราจรประเภทเตอนเปนการเตอนผใชทางใหทราบลวงหนาถงสถาพทาง หรอขอมลบางอยางทเกดขนในทางขางหนา ซงอาจเปนอนตราย หรอเกดอบตเหตขนได เพอใหผใชทางระมดระวงในการใชทาง ขอ 5. ความหมายของค าตาง ๆ 5.1 “ทคบขน” หมายถง ทางทมการจราจรพลกพลาน หรอมสงกดขวาง หรอในทซงมองเหนหรอทราบไดลวงหนาวาอาจเกดอนตรายหรอความเสยหายแกรถหรอคนไดงาย 5.2 “รถยนต” หมายถง รถทมลอตงแตสามลอและเดนดวยก าลงเครองยนต ก าลงไฟฟา หรอพลงงานอน ยกเวนรถทเดนบนราง 5.3 “รถจกรยานยนต” หมายถง รถทเดนดวยก าลงเครองยนต ก าลงไฟฟา หรอพลงงานอน และมลอไมเกนสองลอ ถามพวงขางมลอเพมอกไมเกนหนงลอ 5.4 “ผขบข” หมายถง ผขบรถ ผประจ าเครองอปกรณการขนสงตามกฎหมายวาดวยการขนสง ผลากเขนยานพาหนะ 5.5 “ใบอนญาตขบข” หมายถง ใบอนญาตขบรถยนตตามกฎหมายวาดวยรถยนต ใบอนญาตส าหรบคนขบรถตามกฎหมายวาดวยรถจาง ใบอนญาตขบขตามกฎหมายวาดวยลอเลอน และใบอนญาตผประจ าเครองอปกรณการขนสงตามกฎหมายวาดวยการขนสง 5.6 “สญญาณจราจร” หมายถง สญญาณใดๆ ไมวาจะแสดงดวยธง ไฟ ไฟฟา มอ แขน เสยงนกหวด หรอดวยวธอนใดส าหรบใหผขบข คนเดนเทา หรอคนทจง ข หรอไลตอนสตวปฏบตตามสญญาณนน 5.7 “เครองหมายจราจร” หมายถง เครองหมายใดๆ ทไดตดตงไว หรอท าใหปรากฏในทางส าหรบใหผขบข คนเดนเทา หรอคนทจง ข หรอไลตอนสตวปฎบตตามเครองหมายนน เฉลยแบบทดสอบหนวยท 1 ขอ 1. ข ขอ 2. ค ขอ 3. ค ขอ 4. ก ขอ 5. ก ขอ 6. ง ขอ 7. ก ขอ 8. ข ขอ 9. ง ขอ 10. ก

13

แผนการจดการเรยนร หนวยท 2

ชอวชา การขบรถยนต สอนครงท 3

ชอหนวย อปกรณควบคมและไฟสญญาณภายในรถยนต ชวโมงรวม 4 ชวโมง

แนวคดส าคญ (Main Idea) กอนท าการขบรถยนต จ าเปนอยางยงทตองเรยนรไฟสญญาณ สญลกษณ และสวตชตาง ๆ ภายในรถยนต เพอใหสามารถใชไดอยางถกตอง ครบถวน และถกวธ ซงมผลถงความปลอดภยในการขบข การปองกนความเสยหายทจะเกดกบรถยนต

หวขอเรอง (Topics)

2.1 แผงหนาปดและชดควบคม 2.2 ไฟแสดงการท างานและไฟเตอน 2.3 สวตชตาง ๆ ภายในรถยนต

จดประสงคเชงพฤตกรรม (Behavioral Objective)

1. อธบายการท างานอปกรณควบคมและไฟสญญาณภายในรถยนตได 2. อธบายการใชงานสวตชตาง ๆ ภายในรถยนตได 3. ปฏบตการตรวจสอบการท างานอปกรณควบคมและไฟสญญาณภายในรถยนตได 4. มกจนสยในการขบรถยนต มมารยาทในการขบรถยนตและค านงถงกฎจราจร สภาพแวดลอม

สมรรถนะยอย (Element of Competency)

1. แสดงความรเกยวกบการท างานอปกรณควบคมและไฟสญญาณภายในรถยนต 2. แสดงความรเกยวกบการใชงานสวตชตาง ๆ ภายในรถยนต 3. ปฏบตการตรวจสอบการท างานอปกรณควบคมและไฟสญญาณภายในรถยนต

การบรณาการกบปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง

หลกความพอประมาณ 1. ผเรยนใชเวลาในการเตรยมอปกรณ และรถยนตฝกหดขบ ไดอยางเหมาะสม 2. ผเรยนจดสรรเวลาในการฝกปฏบตตามใบงานไดอยางเหมาะสม 3. ผเรยนรจกใชและจดการวสดอปกรณตางๆอยางประหยดและคมคา 4. ผเรยนปฏบตตนเปนผน าและผตามทด

14

หลกความมเหตผล 1. ผเรยนเหนคณคาของวสด อปกรณ และรถยนตฝกหดขบเพอใชในการเรยน 2. ตระหนกในความส าคญของการฝกปฏบตอยางถกวธ 3 น าเสนอวธการในการแกปญหาไดอยางถกตอง มเหตผล และสามารถน าไปปฏบตในชวตประจ าวนได 7. แสดงความคดอยางมเหตผล 8. ซกถามในสงทสงสย และทกทวงในสงทไมถกตองอยางถกกาลเทศะ 9. ยอมรบฟงความคดเหนของผอน 10. มการคดวเคราะหอยางเปนระบบ

หลกความมภมคมกน

1. ผเรยนมความรในเรองทเรยน และสามารถถายทอดความรใหผอนมความรไดอยางมประสทธภาพ 2. ผเรยนมทกษะในเรองทฝกปฏบตและสามารถถายทอดใหผอนไดอยางมประสทธภาพ 3. ผเรยนสามารถใชงานอปกรณและรถยนตไดอยางปลอดภย 4. ปฏบตตามกฎระเบยบของสถานศกษา 5. มการเตรยมความพรอมในการเรยนภาคทฤษฎและปฏบต 6. แกปญหาเฉพาะหนาไดดวยตนเองอยางเปนเหตเปนผล 7. มความสามารถในการควบคมอารมณและการแสดงออกของตนเองในสถานการณตาง

เงอนไขความร

1. ผเรยนไดใชกระบวนการคดในเรยนร การเตรยมอปกรณ รถยนตฝกหดขบและการฝกปฏบต

2. ผเรยนมความรและความเขาใจในการเรยนรและฝกปฏบตตามวตถประสงคทก าหนด

3. ผเรยนปฏบตงานดวยความละเอยดรอบคอบ

4. ผเรยนมความร ความเขาใจเกยวกบหลกปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง

เงอนไขคณธรรม 1. ผเรยนใชวสดอปกรณอยางเหนคณคา ประหยด

2. ผเรยนเตรยมวสด อปกรณ รถยนตฝกหดขบ เสรจตามเวลาทก าหนด

3. ผเรยนมความพยายามและกระตอรอรนในการเรยนและฝกปฏบต

4. ผเรยนใหความรวมมอกบการท ากจกรรมของสวนรวม มจตอาสาในการชวยเหลอผอน

15

เนอหาสาระ

2.1 แผงหนาปดและชดควบคม ผขบขมความจ าเปนตองเรยนรรายละเอยดของแผงหนาปดและชดควบคมเพอใหสามารถใชงานไดอยางครบถวน ถกตอง และไมกอใหเกดความเสยหายหรออนตรายจากการใชงานไมถกวธ หรอรเทาไมถงการณ แผงหนาปดของรถยนตโดยทวไปประกอบดวย มาตรวดรอบเครองยนต มาตรวดความเรวรถยนต เกจวดอณหภมน าหลอเยน มาตรวดระยะทาง ปมปรบเซทระยะทาง และเกจวดน ามนเชอเพลง

2.1.1 มาตรวดความเรว 2.1.2 มาตรวดรอบเครองยนต

2.1.3 มาตรวดระยะทาง 2.1.4 เกจวดน ามนเชอเพลง 2.1.5 สญญาณไฟเตอนน ามนเชอเพลงเหลอนอย 2.1.6 เกจวดอณหภมน าหลอเยน

2.2 ไฟแสดงการท างานและไฟเตอน ไฟแสดงการท างานและไฟเตอนของระบบตาง ๆ ในรถยนตสวนใหญจะตดตงไวบรเวณแผงหนาปด ซงรถแตละยหอ หรอแตละรนจะมไฟแสดงการท างานและไฟเตอนพนฐานเหมอนกน ส าหรบรถทมระบบการท างานทมากกวา จะมไฟแสดงการท างานและไฟเตอนเพมเขามา

2.2.1 ไฟสญญาณแสดงไฟเลยว/ไฟ 2.2.2 ไฟสญญาณแสดงไฟสง 2.2.3 ไฟสญญาณแสดงไฟตดหมอกหนา 2.2.4 ไฟสญญาณไฟเตอนระบบเบรก 2.2.5 ไฟสญญาณเตอนเครองยนตบกพรอง 2.2.6 ไฟสญญาณเตอนไฟชารจ 2.2.7 ไฟเตอนแรงดนน ามนเครองยนต 2.2.8 ไฟเตอนประต 2.2.9 ไฟเตอนเขมขดนรภย 2.2.10 ไฟเตอนถงลมนรภย(SRS) 2.2.11 ไฟเตอนระบบปองกนเบรกลอก (ABS) 2.2.12 ไฟเตอนระบบควบคมเสถรภาพอเลกทรอนกส (ESC) 2.2.13 ไฟเตอนเมอเครองยนตมความรอนสง 2.2.14 ไฟเตอนกรองดกน า 2.2.15 ไฟเตอนกรองน ามนเชอเพลง 2.2.16 ไฟเตอนการตรวจสอบเกยรส าหรบเกยรอตโนมต

16

2.2.17 ไฟเตอนอณหภมน ามนเกยรอตโนมต 2.2.18 ไฟเตอนตรวจสอบระบบขบเคลอนสลอ 2.2.19 ไฟเตอนการขบเคลอน 4 ลอ 2.2.21 ไฟเตอนการขบเคลอน 4 ลอความเรวต า

2.3 สวตชตาง ๆ ภายในรถยนต 2.3.1 สวตชไฟใหญหนา ไฟสง – ต า 2.3.2 สวตชไฟเลยว 2.3.3 สวตชไฟฉกเฉน 2.3.4 สวตชไฟตดหมอกหนา 2.3.5 สวตชปดน าฝนและฉดน าลางกระจก 2.3.6 สวตชไลฝากระจกหลง สวตชไลฝากระจกบงลมหลง 2.3.7 สวตชแตร

กจกรรมการเรยนการสอน

ขนน าเขาสบทเรยน 1. น าเขาสบทเรยนเรองอปกรณควบคมและไฟสญญาณภายในรถยนตโดยใหผเรยนมสวนรวม 2. ทดสอบกอนเรยน

ขนการสอน 1. บรรยายประกอบสอภาพนงและภาพเคลอนไหวแบบสอสารสองทางดวยวธการสอนทหลากหลาย พรอม

ยกตวอยางประกอบ 2. นกเรยนซกถามปญหาขอสงสยและรวมกนอภปรายเสนอแนะเพอหาแนวทางในการเรยนรรวมกนอยาง

มประสทธภาพ 3. ท าแบบฝกหดและรวมกนเฉลย 4. ปฏบตตามใบงานท 3 5. ในระหวางเรยนและปฏบตตามใบงานมการประเมนคณธรรม จรยธรรม และคณลกษณะอนพง

ประสงค

ขนสรปและการประยกต 1. ครและนกเรยนรวมกนสรปเนอหาสาระ และผลการฝกปฏบต 2. ทดสอบหลงเรยน

17

สอการเรยนการสอน

1. หนงสอเรยนวชาการขบรถยนตของส านกพมพศนยหนงสอเมองไทย จ ากด 2. แบบทดสอบกอนเรยน/หลงเรยน 3. แบบประเมนคณธรรม จรยธรรม คานยม และคณลกษณะอนพงประสงค 4. รถยนตฝกหดขบ 5. สนามฝกหดขบและอปกรณ

การวดและประเมนผล 1 เครองมอวดผล

- แบบประเมนคณธรรม จรยธรรม คานยม และคณลกษณะอนพงประสงคของผเรยน - แบบทดสอบ - แบบประเมนใบงาน

2 เกณฑการประเมนผล คะแนนความรความเขาใจตามวตถประสงค รอยละ 50 ขนไป หมายถง ผาน ต ากวา รอยละ 50 หมายถง ไมผาน คะแนนพฤตกรรมการเรยนทฤษฎและปฏบต 3 หมายถง ด 2 หมายถง ปานกลาง 1 หมายถง ตองปรบปรง ความรความเขาใจตามวตถประสงคมคะแนนรวมรอยละ 50 ขนไป พฤตกรรมการเรยน และการปฏบตตามใบงานมคณภาพระดบ 2 ขนไป

18

บนทกหลงการสอน สรปผลการจดการเรยนร .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................................

ปญหาทพบในกระบวนการจดการเรยนร .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................................

แนวทางแกปญหาการเรยนรภาคทฤษฎ .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................................................

.แนวทางแกปญหาการเรยนรภาคปฏบต

..................................................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................................................

19

เฉลยแบบฝกหดหนวยท 2 1. สญญาณไฟสง

2. สญญาณไฟเลยวและไฟฉกเฉน

3. สญญาณไฟแสดงต าแหนงเกยร

4. สญญาณไฟเตอนไฟชารจ

5. สญญาณไฟเตอนแรงดนน ามนเครอง

6. สญญาณไฟเตอนเครองยนต

7. สญญาณไฟเตอนระบบปองกนเบรกลอก (ABS)

8. สญญาณไฟเตอนระบบเบรก

9. สญญาณไฟเตอนระบบถงลมนรภย (SRS)

10. สญญาณไฟเตอนประตปดไมสนท

11. สญญาณไฟเตอนน ามนเชอเพลงเหลอนอย

12. สญญาณไฟเตอนไฟตดหมอก

เฉลยแบบทดสอบหนวยท 2 ขอ 1. ค ขอ 2. ค ขอ 3. ข ขอ 4. ง ขอ 5. ข ขอ 6. ข ขอ 7. ง ขอ 8. ข ขอ 9. ง ขอ 10. ค

20

แผนการจดการเรยนร หนวยท 3

ชอวชา การขบรถยนต สอนครงท 4-5

ชอหนวย การเตรยมความพรอมกอนการขบรถยนต ชวโมงรวม 8 ชวโมง

แนวคดส าคญ (Main Idea) กอนท าการขบรถยนต จ าเปนตองปรบต าแหนงของผขบขใหเหมาะสมกบสรระของแตละคน เพอใหสามารถขบขไดอยางถนด เกดความปลอดภยในการใชถนนรวมกบผอน นอกจากนผขบขรถยนตตองเรยนรการใชงานอปกรณตาง ๆ ภายในรถยนตใหครบถวนเพอใหสามารถใชไดอยางถกตอง ปลอดภย

หวขอเรอง (Topics)

3.1 การปรบและจดต าแหนงผขบขใหเหมาะสม 3.2 การใชงานอปกรณภายในรถยนต

จดประสงคเชงพฤตกรรม (Behavioral Objective)

1. อธบายการปรบและจดต าแหนงผขบขใหเหมาะสมได 2. อธบายการใชงานอปกรณตาง ๆ ภายในรถยนตได 3. ปฏบตการตรวจสอบการท างานอปกรณภายในรถยนตได 4. มกจนสยในการขบรถยนตมมารยาทในการขบรถยนตและค านงถงกฎจราจร สภาพแวดลอม

สมรรถนะยอย (Element of Competency)

1. แสดงความรเกยวกบการปรบและจดต าแหนงผขบขใหเหมาะสม 2. แสดงความรเกยวกบการใชงานอปกรณตาง ๆ ภายในรถยนต 3. ปฏบตการเตรยมความพรอมกอนการขบรถยนต

การบรณาการกบปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง

หลกความพอประมาณ 1. เรยนใชเวลาในการเตรยมอปกรณ และรถยนตฝกหดขบ ไดอยางเหมาะสม 2. ผเรยนจดสรรเวลาในการฝกปฏบตตามใบงานไดอยางเหมาะสม 3. ผเรยนรจกใชและจดการวสดอปกรณตางๆอยางประหยดและคมคา 4. ผเรยนปฏบตตนเปนผน าและผตามทด 5. ผเรยนเปนสมาชกทดของกลมเพอนและสงคม

21

หลกความมเหตผล 1. ผเรยนเหนคณคาของวสด อปกรณ และรถยนตฝกหดขบเพอใชในการเรยน 2. ตระหนกในความส าคญของการฝกปฏบตอยางถกวธ 3 น าเสนอวธการในการแกปญหาไดอยางถกตอง มเหตผล และสามารถน าไปปฏบตในชวตประจ าวนได 4. แสดงความคดอยางมเหตผล 5. ซกถามในสงทสงสย และทกทวงในสงทไมถกตองอยางถกกาลเทศะ 6. ยอมรบฟงความคดเหนของผอน 7. มการคดวเคราะหอยางเปนระบบ

หลกความมภมคมกน

1. ผเรยนมความรในเรองทเรยน และสามารถถายทอดความรใหผอนมความรไดอยางมประสทธภาพ 2. ผเรยนมทกษะในเรองทฝกปฏบตและสามารถถายทอดใหผอนไดอยางมประสทธภาพ 3. ผเรยนสามารถใชงานอปกรณและรถยนตไดอยางปลอดภย 4. ปฏบตตามกฎระเบยบของสถานศกษา 5. มการเตรยมความพรอมในการเรยนภาคทฤษฎและปฏบต 6. แกปญหาเฉพาะหนาไดดวยตนเองอยางเปนเหตเปนผล 7. มความสามารถในการควบคมอารมณและการแสดงออกของตนเองในสถานการณตาง

เงอนไขความร

1. ผเรยนไดใชกระบวนการคดในเรยนร การเตรยมอปกรณ รถยนตฝกหดขบและการฝกปฏบต

2. ผเรยนมความรและความเขาใจในการเรยนรและฝกปฏบตตามวตถประสงคทก าหนด

3. ผเรยนปฏบตงานดวยความละเอยดรอบคอบ

4. ผเรยนมความร ความเขาใจเกยวกบหลกปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง เงอนไขคณธรรม 1. ผเรยนใชวสดอปกรณอยางเหนคณคา ประหยด

2. ผเรยนเตรยมวสด อปกรณ รถยนตฝกหดขบ เสรจตามเวลาทก าหนด

3. ผเรยนมความพยายามและกระตอรอรนในการเรยนและฝกปฏบต

4. ผเรยนใหความรวมมอกบการท ากจกรรมของสวนรวม มจตอาสาในการชวยเหลอผอน

22

เนอหาสาระ

3.1 การปรบและจดต าแหนงผขบขใหเหมาะสม เมอเขาไปในรถยนตแลวกอนทจะขบรถจะตองเตรยมความพรอมในการขบข โดยปรบและจดต าแหนงผขบขใหเหมาะสมเพอใหเกดความปลอดภยสงสดในการขบข

3.1.1 การปรบเบาะนง 3.1.2 การคาดเขมขดนรภย

3.1.2.1 คอย ๆ ดงสายเขมขดนรภยออกมาพรอมกบสอดหวเขมขดนรภยเขากบตวลอก กดใหเขาลอกพอด จะมเสยงดง (คลก)

3.1.1.2 ควรคาดเขมขดโดยผานล าตวบรเวณหนาอก และสวนบรเวณดานลางคาดผานระดบสะโพก และจดสายเขมขดไมใหมการบดตว 3.1.1.3 เมอคาดเขมขดนรภยลอกเขาทเรยบรอยแลว ใหดงปรบสายใหหลวมกระชบกบสรระของผขบข

3.1.1.4 การปลดลอกเขมขดนรภยใหกดปมสแดง (PRESS) ทตวลอกเพอปลดลอกและปลอยสายเขมขดนรภยออกจากตว 3.1.1.5 การปรบระดบความสงของเขมขดนรภย ควรปรบใหเหมาะสมกบสรระของผขบข โดยการกดปมปลดลอกและเลอนปรบระดบเขมขดนรภยขน-ลง

3.1.1.6 ปรบตงสายเขมขดนรภยใหอยในต าแหนงทเหมาะสม โดยการจบสายเขมขดและหวเขมขดใหอยในต าแหนงตงฉาก จากนนขยบสายเขมขดใหอยในต าแหนงทเหมาะสม

3.2 การใชอปกรณภายในรถยนต 3.2.1 ชองลม 3.2.2 การใชแผงควบคมระบบปรบอากาศ 3.2.2.1 ปมปรบตงแรงลม 3.2.2.2 ปมปรบตงอณหภม 3.2.2.3 ปมปรบตงทศทางลม 3.2.2.3 สวตชการหมนเวยนของอากาศภายใน 3.2.2.4 เมอกดสวตชระบบปรบอากาศ 3.2.2.5 กระจกมองหลงและการปรบกระจกมองหลง 3.2.2.6 กระจกมองขางและการปรบกระจกมองขาง 3.2.2.7 สวตชพบกระจกมองขางเมอตองการเขาในระหวางทคบแคบ

23

กจกรรมการเรยนการสอน

ขนน าเขาสบทเรยน 1. น าเขาสบทเรยนเรองการเตรยมความพรอมกอนการขบรถยนตโดยใหผเรยนมสวนรวม 2. ทดสอบกอนเรยน

ขนการสอน 1. บรรยายประกอบสอภาพนงและภาพเคลอนไหวแบบสอสารสองทางดวยวธการสอนทหลากหลาย

พรอมยกตวอยางประกอบ 2. นกเรยนซกถามปญหาขอสงสยและรวมกนอภปรายเสนอแนะเพอหาแนวทางในการเรยนรรวมกนอยาง

มประสทธภาพ 3. ท าแบบฝกหดและรวมกนเฉลย 4. ปฏบตตามใบงานท 4-5 5. ในระหวางเรยนและปฏบตตามใบงานมการประเมนคณธรรม จรยธรรม และคณลกษณะอนพง

ประสงค

ขนสรปและการประยกต 1. ครและนกเรยนรวมกนสรปเนอหาสาระ และผลการฝกปฏบต 2. ทดสอบหลงเรยน

สอการเรยนการสอน 1. หนงสอเรยนวชาการขบรถยนตของส านกพมพศนยหนงสอเมองไทย จ ากด 2. แบบทดสอบกอนเรยน/หลงเรยน 3. แบบประเมนคณธรรม จรยธรรม คานยม และคณลกษณะอนพงประสงค 4. รถยนตฝกหดขบ 5. สนามฝกหดขบและอปกรณ

การวดและประเมนผล 1 เครองมอวดผล

- แบบประเมนคณธรรม จรยธรรม คานยม และคณลกษณะอนพงประสงคของผเรยน - แบบทดสอบ - แบบประเมนใบงาน

24

บนทกหลงการสอน สรปผลการจดการเรยนร .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. ปญหาทพบในกระบวนการจดการเรยนร .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. แนวทางแกปญหาการเรยนรภาคทฤษฎ .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................................

.แนวทางแกปญหาการเรยนรภาคปฏบต

..................................................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................................................

25

เฉลยแบบฝกหดหนวยท 3

ขอ 1. การปรบเบาะนง ควรปรบเบาะนงใหไดระยะทเหมาะสมกบผขบข เพอใหมทศนวสยในการขบขทด สามารถบงคบเลยว เหยยบคนเรง เหยยบเบรก และใชสวตชและอปกรณตาง ๆ ของรถไดอยางคลองตว สงทตองท าการปรบ

- การปรบเบาะนงเดนหนาหรอถอยหลง - การปรบเอนพนกพงเบาะ - การปรบระดบความสงต าของเบาะนง - การปรบตงระดบความสงของหมอนองศรษะ

ขอ 2. การปรบตงระดบความสงของหมอนองศรษะทเหมาะสมนนควรปรบใหกงกลางของหมอนองศรษะอยในแนวทใกลเคยงกบระดบสายตาทสด เพราะเปนต าแหนงทชวยลดอนตรายทเกดขนกบศรษะไดดทสดเมอเกดอบตเหต ทงนตองใหเหมาะสมกบสรระของผขบข ซงมผลดในการชวยลดการบาดเจบเมอเกดอบตเหต

ขอ 3. ความหมายของสวตชตาง ๆ

1. หมายถง ปมปรบเลอกทศทางลม 2. หมายถง ปมปรบตงแรงลม 3 หมายถง ปมปรบตงอณหภม 4 หมายถง สวตชแอร 5.หมายถง สวตชอากาศหมนเวยนภายใน

ขอ 4. ในการไลฝาทเกดขนใหหมดไปอยางรวดเรวสามารถท าไดดงน 1. ปดสวตช (A) เพอใหอากาศหมนเวยนภายนอกรถ 2. ปรบปมทศทางการไหลของชองลม 3. ปรบความเรวลมทต าแหนงสงสด 4. ปรบอณหภมไปทอณหภมต าสด 5. กดสวตช (B) เพอใหระบบปรบอากาศท างาน

เฉลยแบบทดสอบหนวยท 3 ขอ 1. ข ขอ 2. ค ขอ 3. ข ขอ 4. ง ขอ 5. ก ขอ 6. ก ขอ 7. ง ขอ 8. ข ขอ 9. ค ขอ 10. ค

26

แผนการจดการเรยนร หนวยท 4

ชอวชา การขบรถยนต สอนครงท 6-8

ชอหนวย การสตารตเครองยนตและการขบรถยนต ชวโมงรวม 12 ชวโมง

แนวคดส าคญ (Main Idea) การขบรถยนตตามหลกการทถกตอง มความส าคญมากเนองจากชวยปองกนความเสยหายทจะเกดกบตวรถ ผขบข และผรวมทาง การขบขอยางปลอดภยนนสามารถชวยลดอบตเหตทอาจเกดขนได ดงนนผขบขรถยนต จ าเปนตองเรยนรเทคนควธตาง ๆ ในการขบรถ เพอสามารถขบรถยนตไดอยางถกตองตามกฎหมายดวยความปลอดภย หวขอเรอง (Topics)

4.1 การสตารตเครองยนต

4.2 การควบคมรถยนต

4.3 การขบรถเกยรธรรมดา(Manual Transmission)

4.4 การขบรถเกยรอตโนมต (Automatic Transmission)

4.5 เทคนคการขบรถยนต

จดประสงคเชงพฤตกรรม (Behavioral Objective) 1. อธบายการปรบและจดต าแหนงผขบขใหเหมาะสมได 2. อธบายการใชงานอปกรณตาง ๆ ภายในรถยนตได 3. ปฏบตการตรวจสอบการท างานอปกรณภายในรถยนตได 4. มกจนสยในการขบรถยนต มมารยาทในการขบรถยนตและค านงถงกฎจราจร สภาพแวดลอม

สมรรถนะยอย (Element of Competency)

1. แสดงความรเกยวกบการสตารตเครองยนต 2. แสดงความรเกยวกบการควบคมรถยนต 3. แสดงความรเกยวกบการขบรถยนตเกยรธรรมดา 4. แสดงความรเกยวกบการขบรถยนตเกยรอตโนมต 5. ปฏบตการการขบรถยนต

27

การบรณาการกบปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง

หลกความพอประมาณ 1. ผเรยนใชเวลาในการเตรยมอปกรณ และรถยนตฝกหดขบ ไดอยางเหมาะสม 2. ผเรยนจดสรรเวลาในการฝกปฏบตตามใบงานไดอยางเหมาะสม 3. ผเรยนรจกใชและจดการวสดอปกรณตางๆอยางประหยดและคมคา 4. ผเรยนปฏบตตนเปนผน าและผตามทด 5. ผเรยนเปนสมาชกทดของกลมเพอนและสงคม

หลกความมเหตผล 1. ผเรยนเหนคณคาของวสด อปกรณ และรถยนตฝกหดขบเพอใชในการเรยน 2. ตระหนกในความส าคญของการฝกปฏบตอยางถกวธ 3 น าเสนอวธการในการแกปญหาไดอยางถกตอง มเหตผล และสามารถน าไปปฏบตในชวตประจ าวนได 4. แสดงความคดอยางมเหตผล 5. ซกถามในสงทสงสย และทกทวงในสงทไมถกตองอยางถกกาลเทศะ

หลกความมภมคมกน 1. ผเรยนมความรในเรองทเรยน และสามารถถายทอดความรใหผอนมความรไดอยางมประสทธภาพ 2. ผเรยนมทกษะในเรองทฝกปฏบตและสามารถถายทอดใหผอนไดอยางมประสทธภาพ 3. ผเรยนสามารถใชงานอปกรณและรถยนตไดอยางปลอดภย 4. ปฏบตตามกฎระเบยบของสถานศกษา 5. มการเตรยมความพรอมในการเรยนภาคทฤษฎและปฏบต

เงอนไขความร

1. ผเรยนไดใชกระบวนการคดในเรยนร การเตรยมอปกรณ รถยนตฝกหดขบและการฝกปฏบต

2. ผเรยนมความรและความเขาใจในการเรยนรและฝกปฏบตตามวตถประสงคทก าหนด

3. ผเรยนปฏบตงานดวยความละเอยดรอบคอบ

4. ผเรยนมความร ความเขาใจเกยวกบหลกปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง

เงอนไขคณธรรม 1. ผเรยนใชวสดอปกรณอยางเหนคณคา ประหยด

2. ผเรยนเตรยมวสด อปกรณ รถยนตฝกหดขบ เสรจตามเวลาทก าหนด

3. ผเรยนมความพยายามและกระตอรอรนในการเรยนและฝกปฏบต

28

เนอหาสาระ

4.1 การสตารตเครองยนต 4.1.1 การใชงานสวตชกญแจ

4.1.2 ขนตอนการสตารตเครองยนต 4.2 การควบคมรถยนต

4.2.1 การใชเบรกมอ การใชเบรกมอ ควรจอดรถใหเรยบรอยเสยกอน แลวดงคนเบรกมอใหสด และในกรณทจอดรถหนหนาขนเนนใหเขาเกยร 1 ชวยไวดวยหรอถาจอดรถหนหนาลงเนน ควรเขาเกยรถอยหลงไวดวย ส าหรบรถยนตทใชเกยรธรรมดา สวนรถยนตทใชเกยรอตโนมตนนใหเลอนคนเกยรไปทต าแหนง P

4.2.2.1 การจบพวงมาลยอยางถกตอง มความส าคญส าหรบการขบรถยนตเปนอยางมาก เนองจากจะตองสามารถควบคมทศทางการเคลอนทของรถไดอยางแมนย า รวดเรว รวมถงไมท าใหเกดการเมอยลาเมอขบรถเปนระยะทางไกล ๆ

4.2.2.2 วธการหมนเลยวพวงมาลยทถกตอง การหมนพวงมาลยทถกตองจะชวยปองกนการเกดอบตเหตได โดนทวไปก าหนดการหมนเลยวพวงมาลยไว 2 วธคอ แบบดน-ดง (Push and Pull) และแบบครอมแขน (Hand over Hand)

4.3 การขบรถยนตเกยรธรรมดา(Manual Transmission 4.4 การขบรถยนตเกยรอตโนมต (Automatic Transmission) 4.5 เทคนคการขบรถยนต

4.5.1 การขบรถเดนหนา การขบรถยนตเดนหนา เปนการขบรถทตองฝกฝนเปนอนดบแรก กอนทจะชบในลกษณะทยากขน

4.5.2 การเลยวรถ การเลยวรถตองเลยวอยางปลอดภย ตวรถตองไมเบยดหรอครดกบรถคนอนหรอวตถใด ๆ จงตองเผอระระส าหรบการเลยวใหพอ เมอไกลถงทางเลยว ไมควรขบรถชดขอบถนนทจะเลยวเกนไป ขบชา ๆ ใหตวรถเลยไปประมาณเกอบครงคน แลวจงหกพวงมาลยไปทางทจะเลยวตวรถจะอยในชองทางพอด กอนเลยวรถใหหยดหรอชะลอรถเพอดรถคนอนกอนเสมอ

4.5.3 การขบรถถอยหลง การขบรถยถอยหลง ตองขบถอยหลงดวยความเรวต าๆอยางระมดระวง ขณะหมนพวงมาลยตองใหรถเคลอนทเลกนอยเพอลดแรงเสยดทานระหวางยางกบถนน ถาตองการใหทายรถยนตหนไปทางใด ใหหมนพวงมาลยไปทางนน ถาตองการใหทายรถไปทางซายกหมนพวงมาลยไปทางดานซาย ถาตองการใหทายรถไปทางดานขวา กหมนพวงมาลยไปทางดานขวา การจอดรถตองใหรถอยในระนาบเดยวกบรถคนขางเคยง เพอปองกนการเปดประตกระแทก นอกจากนจะตองประเมนพนทวางเปรยบเทยบกบมตรถใหเพยงพอตอการหกเลยว

4.5.4 การเบรกหรอการหามลอ การเบรกอยางถกตองจะชวยลดอบตเหตได จงควรปฏบตใหถกวธเพอความปลอดภยการเบรก กอนเบรกทกครงควรประเมนสถานการณดานหนาและดานหลงกอน จะไดรน าหนกทควรเหยยบเบรกใหเหมาะสมกบสถานการณในขณะนน

29

กจกรรมการเรยนการสอน

ขนน าเขาสบทเรยน 1. น าเขาสบทเรยนเรองการสตารตเครองยนตและการขบรถยนตโดยใหผเรยนมสวนรวม 2. ทดสอบกอนเรยน ขนการสอน 1. บรรยายประกอบสอภาพนงและภาพเคลอนไหวแบบสอสารสองทางดวยวธการสอนทหลากหลาย 2. นกเรยนซกถามปญหาขอสงสยและรวมกนอภปรายเสนอแนะเพอหาแนวทางในการเรยนร 3. ท าแบบฝกหดและรวมกนเฉลย 4. ปฏบตตามใบงานท 6-7 5. ในระหวางเรยนและปฏบตตามใบงานมการประเมนคณธรรม จรยธรรม 6. ขนสรปและการประยกต

สอการเรยนการสอน 1. หนงสอเรยนวชาการขบรถยนตของส านกพมพศนยหนงสอเมองไทย จ ากด 2. แบบทดสอบกอนเรยน/หลงเรยน 3. แบบประเมนคณธรรม จรยธรรม คานยม และคณลกษณะอนพงประสงค 4. รถยนตฝกหดขบ 5. สนามฝกหดขบและอปกรณ

การวดและประเมนผล 1 เครองมอวดผล

- แบบประเมนคณธรรม จรยธรรม คานยม และคณลกษณะอนพงประสงคของผเรยน - แบบทดสอบ - แบบประเมนใบงาน

30

เฉลยแบบฝกหดหนวยท 4 ขอ 1. ต าแหนง “LOCK”ต าแหนงนเครองยนตจะดบและพวงมาลยจะถกลอกลกกญแจจะสามารถถอดออกไดในต าแหนงน ต าแหนง “ACC”ต าแหนงนเครองยนตจะดบ แตอปกรณไฟฟาตางๆ สามารถท างานได เชน วทย และทจดบหร ต าแหนง “ON” ต าแหนงนเครองยนตตดอยและอปกรณไฟฟาตางๆ ท างานได ต าแหนง “START”ต าแหนงนมอเตอรสตารต จะท างานภายหลงจากเครองยนตสตารตตดแลว กญแจจะเลอนกลบมาทต าแหนง “ON” โดยอตโนมต ระบบไฟแสงสวางของสวตชจะสวางขน รถบางรนเมอเปดประตและจะดบลงประมาณ 30 วนาท หลงจากปดประต (ส าหรบรถทใชรโมทกญแจ) เมอออกจากรถและถอดลกกญแจออกไฟจะสวางประมาณ 30 วนาท ไฟสวตชกญแจจะดบเมอสวตชกญแจอยทต าแหนง “ON” ขอ 2. ขนตอนการสตารตเครองยนตมดงน

1. เสยบสวตชกญแจและคาดเขมขดนรภย 2. ดงเบรกมอ 3. เหยยบเบรกคางไว 4. เลอนคนเกยรในต าแหนงเกยรวาง (เกยรธรรมดา) หรอต าแหนง “P” (จอด)(ส าหรบเกยรอตโนมต ) 5. เหยยบคลตชจนสด (เกยรธรรมดา) 6. เมอบดสวตชกญแจมาทต าแหนง “ON” แลวใหตรวจเชคดดวยวาไฟแสดงการท างาน และไฟเตอนทกดวง

ทหนาปดตดขนเปนปกตหรอไม 7. บดสวตชกญแจไปทต าแหนง “START” โดยเหยยบคนเรงเลกนอย(บางรนไมตองเหยยบคนเรง) และเมอ

เครองยนตตดแลวใหปลอยสวตชกญแจทนท ขอ 3. การใชเบรกมอชวยในการจอดรถจะท าใหรถจอดนงอยกบทโดยไมไหลไปขางหนาหรอขางหลง วธการดงเบรกมอ มขนตอนดงน

1. การดง ใหดงคนเบรกมอขนโดยไมตองกดปมลอคทปลายสดของคนเบรกมอ

2. การปลอย ใหปลอยคนเบรกมอลงโดยการดงเบรกมอขนเลกนอย

3. กดปมปลดลอกทปลายสดของคนเบรกมอ

4. ดนคนเบรกมอลง

ขอ 4. การหมนพวงมาลยทถกตองจะชวยปองกนการเกดอบตเหตได โดนทวไปก าหนดการหมนเลยวพวงมาลยไว 2 วธคอ แบบดน-ดง (Push and Pull) และแบบครอมแขน (Hand over Hand)

การหมนเลยวพวงมาลยแบบ ดน-ดง (Push and Pull) มขนตอนดงน

31

1.จบพวงมาลยตามต าแหนงทถกตอง ใหหวแมมออยนอกวงพวงมาลย และไมตองจบแนนจนเกนไป เวลาหมนเลยวพวงมาลยมอทงสองขางตองไมขามจด 12 นาฬกา และ 6 นาฬกา มอทงสองขาง จะท าหนาทสลบกนระหวางการดงและการดนโดยทจะไมดงหรอดนพรอมๆ กน เมอจะเลยวขวาใหเลอนมอขวารดผานพวงมาลยขนมาทต าแหนง 12 นาฬกา

2.จงหวะตอไปใหใชมอขวาดงพวงมาลยมาสต าแหนง 6 นาฬกา ในขณะทมอขวาดงพวงมาลยลงอยนน ใหรดมอซายผานวงพวงมาลยขนานคกบมอขวาลงมาสต าแหนง 6 นาฬกา และพบกบมอขวาทต าแหนง 6 นาฬกา

3.ถาวงเลยวยงไมพอโดยทมอซายตองดนพวงมาลยจากต าแหนง 6 นาฬกาขนไปหาต าแหนง 12 นาฬก และ

มอขวารดพวงมาลยขนไปสต าแหนง 12 นาฬกาพรอมๆ กบมอซาย เชนเดยวกนถาวงเลยวยงไมพอใหมอขวากดง

พวงมาลยลงเพมขนท าอยางนไปจนกวาเลยวรถไดตามความตองการ

การหมนเลยวพวงมาลยแบบครอมแขน (Hand over Hand)

1.จบพวงมาลยต าแหนงทถกตอง เมอจะเลยวซาย ใหน าหนกมอขวาดนพวงมาลยหมนทวนเขมนาฬกาชวง

ครงวงดานบนของพวงมาลย โดยมอซายหมนตามไปชวงครงวงดานลาง ซงสามารถหมนเลยวพวงมาลยไดประมาณ

180 องศา โดยไมตองปลอยมอทงสองขาง

2.เลอนมอขวามาเตรยมพรอมรบชวงทประมาณ 3 นาฬกาตอเมอมอซายไปถงทประมาณ 9 นาฬกา

ลกษณะเปนการสาวสลบมอชวงครงวงดานบนของพวงมาลยจาก 3 ไป 9 นาฬกา ซงเปนลกษณะการหมน

พวงมาลยแบบครอมแขน (Hand over Hand) ในการหมนคนพวงมาลยกลบ (จากการเลยวซาย) ใชการสลบมอ

ครงวงดานบนของพวงมาลยท านองเดยวกนกบการหมนตามเขมนาฬกา โดยการใชมอขวาดง และมอซายดนจาก 9

ไป 3 นาฬกา ถาท าการสลบมอกลบตามนแลว เมอรถแลนไปตรงมอขวาจะอยท 3 นาฬกา และมอซายอยท 9

นาฬกาเหมอนตอนเรมตน วธนท าใหมอทงสองไมตองปลอยพวงมาลยในกรณทหกพวงมาลยไมเกน 180 องศา ซง

เปนการขบขในการจราจรปกตสวนใหญ และสามารถตอบสนองตอการเลยวในสถานการณฉกเฉนไดเรวทสด

32

5. ความแตกตางระหวางการขบรถเกยรธรรมดาและเกยรอตโนมต

ขนตอนการขบรถยนตเกยรธรรมดา ขนตอนการขบรถเกยรอตโนมต 1. สตารตเครองยนตในต าแหนงเกยรวาง

2. การขบรถเดนหนา ใชเทาซายเหยยบแปนคลตช

ใหสด เอามอซายเลอนคนเกยรไปทางซายแลวดนขน

บน เพอเขาเกยร 1

3. ผอนเทาซายปลอยแปนคลตชชา ๆ เพอใหรถ

เคลอนตวออกไปอยางชา ๆ

4. หยดรถโดยการใชเทาซายเหยยบคลตชใหสด

และเทาขวาเหยยบเบรกจนรถหยดสนท เหยยบคลตช

คางไว แลวปลดเกยรใหอยต าแหนงเกยรวาง

5. การขบถอยหลงกระท าเชนเดยวกบการขบ

เดนหนา แตใหใชมอซายเลอนคนเกยรไปดานขวา เขา

เกยรถอยหลง

6. ในกรณขบดวยความเรวสง ใหเหยยบเบรกเพอ

ชะลอรถกอน เมอความเรวลดลงจงเหยยบแปนคลตช

เพอเปลยนเกยร หรอหยดรถ

1. สตารตรถยยนตทต าแหนงเกยร “P” โดยใชเทา

ขวาเหยยบเบรกไว

2. เลอนต าแหนงเกยรไปทต าแหนง “D” หรอ “D4”

(กรณขบเดนหนา) เทายงคงเหยยบเบรกอย

3. ผอนเทาออกจากแปนเบรก และเหยยบคนเรง

เพอเพมความเรวรถ

4. กรณขบขนหรอลงทางลาดชน ลดความเรวลงแลว

เปลยนเกยรเปนต าแหนง “L” แลวขบดวยความเรว

ทเหมาะสม

5. เมอผานพนทางลาดชน ลดความเรวแลวเปลยน

เกยรกลบไปยงต าแหนง “D” หรอ “D4” แลวขบ

ตามปกต

6. เมอตองการหยดรถ จอดรถใหสนทแลวเลอนคน

เกยรมาทต าแหนง “N” เหยบเบรกคางไว

7. เมอตองการจอดรถ จอดรถใหสนทแลวเลอนคน

เกยรมาทต าแหนง “P” ใสเบรกมอ และดบ

เครองยนต

8. การถอยหลง เหยยบเบรกคางไวแลวเลอนเกยรมา

ทต าแหนง “R” แลวคอย ๆ ผอนเทาจากแปนเบรก

ถอยหลงอยางชา ๆ

9. กรณจอดกดขวางรถคนอน ตองไมใสเบรกมอ

และเขาเกยรไวทต าแหนง “N”

33

ขอ 6. 6.1 การเบรกเพอชะลอความเรว สงเกตระยะหางของรถทขบตามหลงกอนเบรก หากมรถตามหลงมาระยะกระชน

ชด อาจถกชนทายได พรอมแตะเบรกเบา ๆ ชะลอความเรวกอนหยดรถ เพอใหผทขบตามหลงมาหยดรถไดทน โดยน าหนกในการเหยยบเบรกควรสมพนธกบสภาพจราจรและความเรวรถ ชวยปองกนการถกชนทายหรอเสยหลกพงชนทายรถคนหนา ทส าคญไมควรเหยยบเบรกบอยครงโดยไมจ าเปน เพราะท าใหรถคนหลงไมสามารถกะระยะหยดรถไดเหมาะสมและปลอดภย

6.2 การเบรกเพอหยดในสภาพปกต ควรแตะเบรกลวงหนาเพอสงสญญาณไฟเบรกเตอนใหรถทตามมาดานหลงไดเตรยมตวเบรก การตดตงระบบเสรมใหไฟเบรกกะพรบไดเปนเรองทไมควรท า เพราะจะสรางความสบสนขนได เพราะไฟเบรกไมไดสวางหรอกะพรบตามการกดแปนเบรกจรงๆ กอนทจะเบรกควรมองรถคนทตามมาดวยวาเขานาจะเบรกทนหรอไม ไมควรขบเขาไปใกลคนหนาและกดเบรกอยางรนแรง เพราะท าใหรถเสยการทรงตว และรถยนตคนหลงทตามมาอาจเบรกไมทนจนชนทายรถได รวมทงไมเบรกพรอมกบการเปลยนเลน หรอเปลยนเลนไดแลวเบรกทนท เพราะจะเปนอนตรายจากการถกชนทายไดงายเชนกน

6.3 การเบรกเพอหยดรถในสถานการณฉกเฉน เพอใหรถหยดในระยะสนและปลอดภย ควรเหยยบย าแปนเบรกเปน 2 จงหวะ ไมเหยยบเบรกอยางแรงใหลอหยดหมนในทนท เพราะลออาจลอกจนรถเสยการทรงตวท าใหเกดอบตเหตได ถาลอลอกใหถอนแปนเบรกแลวกดซ าๆ หรอทเรยกวาย าเบรก การกดแปนเบรกคางไว อาจท าใหลอลอกและไมสามารถบงคบทศทางของรถดวยพวงมาลยได รถจะไถลไปชนผอนหรอวตถขางทางได

เฉลยแบบทดสอบหนวยท 4 ขอ 1. ง ขอ 2. ก ขอ 3. ข ขอ 4. ข ขอ 5. ค ขอ 6. ก ขอ 7. ง ขอ 8. ค ขอ 9. ก ขอ 10. ง

34

แผนการจดการเรยนร หนวยท 5

ชอวชา การขบรถยนต สอนครงท 9-11

ชอหนวย การขบรถยนตใหถกกฎหมาย ชวโมงรวม 12 ชวโมง

แนวคดส าคญ (Main Idea) การขบรถยนตตามกฎจราจรหรอตามขอก าหนดตามกฎหมาย จะชวยใหเกดควาปลอดภยตอชวตและทรพยสนของผใชรถใชถนน ชวยลดอบตเหตทจะเกดจากความประมาทเลนเลอ หรอการขาดวนยในการขบขรถยนต ดงนนผขบขตองเคารพกฎจราจรและปฏบตตามกกฎหมายอยางเครงครดในการขบรถยนต ไมวาจะเปนการใชทาง การขบรถแซง การออกรถ การเลยวรถ การกลบรถ การหยดและการจอดรถ และการขบรถผานทางรวมทางแยก หวขอเรอง (Topics)

5.1 การใชทางเดนรถใหถกกฎหมาย 5.2 การขบรถแซง และผานขนหนา 5.3 การออกรถ การเลยวรถ และการกลบรถ 5.4 การหยดรถและจอดรถ 5.5 การขบรถผานทางรวมทางแยก หรอวงเวยน

จดประสงคเชงพฤตกรรม (Behavioral Objective) 1. อธบการใชทางเดนรถใหถกกฎหมายได 2. อธบายการขบรถแซง และผานขนหนาได 3. อธบายการออกรถ การเลยวรถ และการกลบรถได 4. อธบายการหยดรถและจอดรถได 5. อธบายการขบรถผานทางรวมทางแยกหรอวงเวยนได 6. มกจนสยในการขบรถยนตมมารยาทในการขบรถยนตและค านงถงกฎจราจรสภาพแวดลอม

สมรรถนะยอย (Element of Competency) 1. แสดงความรเกยวกบการขบรถยนตใหถกกฎหมาย 2. ปฏบตการการขบรถยนต

การบรณาการกบปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง หลกความพอประมาณ 1. ผเรยนใชเวลาในการเตรยมอปกรณ และรถยนตฝกหดขบ ไดอยางเหมาะสม 2. ผเรยนจดสรรเวลาในการฝกปฏบตตามใบงานไดอยางเหมาะสม 3. ผเรยนรจกใชและจดการวสดอปกรณตางๆอยางประหยดและคมคา 4. ผเรยนปฏบตตนเปนผน าและผตามทด

35

หลกความมเหตผล 1. ผเรยนเหนคณคาของวสด อปกรณ และรถยนตฝกหดขบเพอใชในการเรยน 2. ตระหนกในความส าคญของการฝกปฏบตอยางถกวธ 3 น าเสนอวธการในการแกปญหาไดอยางถกตอง มเหตผล และสามารถน าไปปฏบตในชวตประจ าวนได 4. แสดงความคดอยางมเหตผล 5. ซกถามในสงทสงสย และทกทวงในสงทไมถกตองอยางถกกาลเทศะ 6. ยอมรบฟงความคดเหนของผอน 7.มการคดวเคราะหอยางเปนระบบ

หลกความมภมคมกน 1. ผเรยนมความรในเรองทเรยน และสามารถถายทอดความรใหผอนมความรไดอยางมประสทธภาพ 2. ผเรยนมทกษะในเรองทฝกปฏบตและสามารถถายทอดใหผอนไดอยางมประสทธภาพ 3. ผเรยนสามารถใชงานอปกรณและรถยนตไดอยางปลอดภย 4. ปฏบตตามกฎระเบยบของสถานศกษา 5. มการเตรยมความพรอมในการเรยนภาคทฤษฎและปฏบต 6. แกปญหาเฉพาะหนาไดดวยตนเองอยางเปนเหตเปนผล 7. มความสามารถในการควบคมอารมณและการแสดงออกของตนเองในสถานการณตาง

เงอนไขความร

1. ผเรยนไดใชกระบวนการคดในเรยนร การเตรยมอปกรณ รถยนตฝกหดขบและการฝกปฏบต

2. ผเรยนมความรและความเขาใจในการเรยนรและฝกปฏบตตามวตถประสงคทก าหนด

3. ผเรยนปฏบตงานดวยความละเอยดรอบคอบ

4. ผเรยนมความร ความเขาใจเกยวกบหลกปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง เงอนไขคณธรรม 1. ผเรยนใชวสดอปกรณอยางเหนคณคา ประหยด

2. ผเรยนเตรยมวสด อปกรณ รถยนตฝกหดขบ เสรจตามเวลาทก าหนด

3. ผเรยนมความพยายามและกระตอรอรนในการเรยนและฝกปฏบต

4. ผเรยนใหความรวมมอกบการท ากจกรรมของสวนรวม มจตอาสาในการชวยเหลอผอน

36

เนอหาสาระ

5.1 การใชทางเดนรถอยางถกกฎหมาย ผขบขจะตองระมดระวงไมใหรถชน หรอโดนคนเดนเทา ไมวาจะอยในสวนใดของทางและตองใหสญญาณเตอนคนเดนเทาใหรตวเมอจ าเปน โดยเฉพาะอยางยง เดก คนชรา หรอคนพการทก าลงใชทางและตองใชความระมดระวงเปนพเศษในการควบคมรถของตน ในการขบรถผขบรถตองขบไปทางดานซายของทางเดนรถ และตองไมล ากงกลางของทางเดนรถ เวนแตในกรณดงตอไปน ใหเดนทางขวาหรอล ากงกลางของทางเดนได

5.1.1 การใหสญญาณมอและแขน

5.1.2 การใหไฟสญญาณ 5.1.3 การขบรถสวนทางกน

5.1.4 หามมใหผขบขขบรถ ในกรณดงตอไปน 5.1.4.1 ในขณะหยอนความสามารถ 5.1.4.2 ในขณะเมาสราหรอของมนเมาอยางอน

5.1.4.3 ขบรถในลกษณะกดขวางการจราจร 5.1.4.4 ขบรถโดยประมาท 5.1.4.5 ขบรถในลกษณะทผดปกตวสยของการขบรถตามธรรมดา 5.1.4.6 ขบรถครอม หรอทบเสนหรอแนวแบงชองเดนรถ 5.1.4.7 ขบรถบนทางเทาโดยไมมเหตอนสมควร

5.1.4.8 ขบรถโดยไมค านงถงความปลอดภยหรอความเดอดรอนของผอน 5.1.4.9 ขบรถในขณะใชโทรศพทเคลอนท

5.2 การขบรถแซง และผานขนหนา ผขบขซงประสงคจะขบรถแซง เพอขนหนารถอนในทางเดนรถ ซงไมไดแบงชองเดนรถไวตองใหสญญาณดงน สญญาณกะพรบไฟหนาหลายครง สญญาณไฟยกเลยวขวาและสญญาณเสยงดงพอทจะใหผขบขซงขบรถคนหนาไดยน 5.2.1 ขอหามในการขบรถแซง หรอผานขนหนารถอน 5.2.1.1 หามรถขบแซงทางดานซาย 5.2.1.2 รถทก าลงขนทางชน สะพาน หรออยในทางโคง 5.2.1.3 ภายในระยะ 30 เมตร กอนถงทางขาม ทางรวมทางแยก วงเวยน หรอเกาะทสรางไว หรอทางเดนรถทตดขามทางรถไฟ 5.2.1.4 เมอมหมอก ฝน ฝน ควน จะท าใหไมอาจเหนทางขางหนาไดในระยะ 60 เมตร 5.2.1.5 เมอเขาทคบขนหรอเขตปลอดภย 5.2.1.6 ล าเขาไปในเสนกงกลางของทางเดนรถทก าหนดไว หรอทมเครองหมายจราจรแสดงเขตอนตราย หรอเขตใหใชความระมดระวงบนทางเดนรถ

37

5.2.1.7 ล าเขาไปในชองเดนรถประจ าทาง

5.2.2 การใหรถคนอนขบแซง หรอผานขนหนารถ เมอไดรบสญญาณขอแซงขนหนาจากรถคนทอยขางหลง ผขบขซงขบรถทมความเรวชาหรอรถทใชความเรวต ากวาความเรวของรถอนทขบไปในทศทางเดยวกน ตองยอมใหรถทใชความเรวสงกวาผานขนหนา ผขบขทถกขอทางตองใหสญญาณตอบดวยสญญาณไฟยกเลยวทางดานซายของรถ หรอสญญาณมอแสดงวาจะเลยวซาย เมอเหนวาทางเดนรถขางหนาปลอดภยและไมมรถอนสวนทางมาในระยะกระชนชด และตองลดความเรวของรถและขบรถชดดานซายของทางเดนรถเพอใหรถทจะแซงผานขนหนาไดโดยปลอดภย 5.3 การออกรถ การเลยวรถ และการกลบรถ การขบรถออกจากทจอด ถามรถจอดหรอมสงกดขวางอยขางหนา ผขบขตองใหสญญาณดวยมอและแขน หรอไฟสญญาณ และจะขบรถไปไดเมอเหนวาปลอดภยและไมเปนการกดขวางการจราจรของรถอน 5.3.1 การเลยวรถ 5.3.2 ขอหามมใหผขบขเลยวรถ หรอกลบรถ 5.4 การหยดรถและจอดรถ การหยดรถหรอการจอดรถในทางเดนรถ ผขบขตองใหสญญาณดวยมอหรอแขน หรอไฟสญญาณกอนทจะหยดรถหรอจอดรถในระยะไมนอยกวา 30 เมตร และจะหยดรถหรอจอดรถไดเมอผขบขเหนวาปลอดภยและไมเปนการกดขวางการจราจร ผขบขตองจอดรถทางดานซายของทางเดนรถ และจอดรถใหดานซายของรถขนานชดกบขอบทางหรอไลทางในระยะหางไมเกน 25 เซนตเมตร หรอจอดรถตามทศทางหรอดานหนงดานใดของทางเดนรถทเจาพนกงานจราจรก าหนดไว แตในกรณทมชองเดนรถประจ าทางอยทางดานซายสดของทางเดนรถ หามมใหผขบขจอดรถในลกษณะดงกลาวในเวลาทก าหนดใหใชชองเดนรถประจ าทางนน 5.4.1 บรเวณทหามมใหผขบขหยดรถ 5.4.2 กรณรถเสยในทาง

5.4.3 การจอดรถ 5.5 การขบรถผานทางรวมทางแยก หรอวงเวยน 5.5.1 เมอผขบขขบรถมาถงทางรวมทางแยก 5.5.1.1 ถามรถอนอยในทางรวมทางแยก 5.5.1.2 ถามาถงทางรวมทางแยกพรอมกน 5.5.1.3 ถาสญญาณจราจรไฟสเขยวปรากฏขางหนา

5.5.2 การขบรถผานวงเวยน ผขบข เมอขบรถมาถงวงเวยนตองปฏบตตามสญญาณจราจรหรอเครองหมายจราจร ดงน

5.5.2.1 ถาไมมสญญาณจราจรหรอเครองหมายจราจร ตองใหสทธแกผขบขซงขบรถอยในวงเวยนทางดานขวาตน ขบผานไปกอน 5.5.2.2 ในกรณทพนกงานเจาหนาทเหนสมควรเพอความปลอดภยหรอความสะดวกในการจราจร จะใหสญญาณจราจรเปนอยางอน เชนน ผขบขตองปฏบตตามสญญาณจราจรททก าหนดให

38

กจกรรมการเรยนการสอน

ขนน าเขาสบทเรยน 1 . น าเขาสบทเรยนเรองการขบรถยนตใหถกกฎหมายโดยใหผเรยนมสวนรวม 2 . ทดสอบกอนเรยน

ขนการสอน 1. บรรยายประกอบสอภาพนงและภาพเคลอนไหวแบบสอสารสองทางดวยวธการสอนทหลากหลาย 2. นกเรยนซกถามปญหาขอสงสยและรวมกนอภปรายเสนอแนะเพอหาแนวทางในการเรยนร 3. ท าแบบฝกหดและรวมกนเฉลย 4. ปฏบตตามใบงานmท 8-9 5. นระหวางเรยนและปฏบตตามใบงานมการประเมนคณธรรม จรยธรรม

ขนสรปและการประยกต 1. ครและนกเรยนรวมกนสรปเนอหาสาระ และผลการฝกปฏบต 2. ทดสอบหลงเรยน

สอการเรยนการสอน 1. หนงสอเรยนวชาการขบรถยนตของส านกพมพศนยหนงสอเมองไทย จ ากด 2. แบบทดสอบกอนเรยน/หลงเรยน 3. แบบประเมนคณธรรม จรยธรรม คานยม และคณลกษณะอนพงประสงค 4. รถยนตฝกหดขบ สนามฝกหดขบและอปกรณ

การวดและประเมนผล 1 เครองมอวดผล

- แบบประเมนคณธรรม จรยธรรม คานยม และคณลกษณะอนพงประสงคของผเรยน - แบบทดสอบ - แบบประเมนใบงาน

39

บนทกหลงการสอน สรปผลการจดการเรยนร .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. ปญหาทพบในกระบวนการจดการเรยนร .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. แนวทางแกปญหาการเรยนรภาคทฤษฎ .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .แนวทางแกปญหาการเรยนรภาคปฏบต .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................................

40

เฉลยแบบฝกหดหนวยท 5 ขอ 1 ผขบขตองตองขบรถในชองทใกลกบชองเดนรถประจ าทางทางดานซายสด โดยไมขบรถเขาไปในชองเดนรถประจ าทาง เนองจากจะเปนการกดขวางและผดกฎหมาย ยกเวนกรณทขบรถตามทเจาพนกงานก าหนดหรอรถยนตบรรทกสวนบคคลทมน าหนกไมเกน 1,600 กโลกรม และรถยนตนงสวนบคคลเกน 4 คน ตามกฎหมายวาดวยรถยนต ขอ 2. การใหสญญาณมอและแขน ใหปฏบต ดงน

1. เมอจะเลยวขวาหรอจะเปลยนชองเดนรถไปทางขวา ใหผขบขยนแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดบไหล 2. เมอจะเลยวซายหรอจะเปลยนชองเดนรถไปทางซาย ใหผขบขยนแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอ

ระดบไหล และงอขอมอชขน โบกไปทางซายหลายๆครง 3. ใหรถอนผานหรอแซงขนหนา ใหผขบขยนแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดบไหลและโบกมอไป

ทางขางหนาหลายครง 4. ลดความเรวของรถ ใหผขบขยนแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดบไหลและโบกมอขนลงหลายครง 5. หยดรถ ใหผขบขยนแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดบไหล ยกแขนขวาทอนลางตงฉากกบแขน

ทอนบน และตงฝามอขน ขอ 3. การขบรถสวนทางกน ใหผขบขปฏบตดงน

1. ใหขบรถชดซาย โดยถอกงกลางของทางเดนรถเปนหลก แตถาไดจดแบงชองเดนรถไว ใหถอเสนหรอแนวทแบงนนเปนหลก

2. ในทางเดนรถทแคบ เมอขบรถสวนทางกน ใหผขบขแตละฝายลดความเรวรถ เพอใหรถสวนกนไดโดยปลอดภย

3. ส าหรบทางเดนทแคบ ซงไมอาจขบรถสวนกนไดโดยปลอดภย เมอขบรถสวนกนผขบขซงขบรถคนทใหญกวา ตองหยดรถชดขอบทางเดนรถดานซาย เพอผขบขซงขบรถคนทเลกกวาผานไปได

4. ทางเดนรถทมสงกดขวางอยขางหนา ผขบขตองลดความเรวของรถ หรอหยดรถเพอใหรถคนทสวนมาผานไป 5. ผขบขตองขบรถใหหางจากรถคนหนาในระยะทพอควรจะหยดรถไดโดยปลอดภย ในเมอมความ

จ าเปนตองหยดรถ และเมอจะขบรถขนสะพานหรอทางลาดชน ตองใชความระมดระวงไมใหรถถอยหลงไปโดยรถอน 6. ในการขบรถในทางเดนรถทมเครองหมายจราจรใหเปนทางเดนรถทางเดน ใหผขบขขบรถไปตาม

ทศทางทไดก าหนดไวในทางเดนรถทเครองหมายจราจรแบงทางเดนรถออกเปน 2 ทาง ส าหรบรถเดนขนทางหนง ลองทางหนง โดยมชองวางคนกลาง หรอท าเครองหมายจราจรกดกน แสดงวาทางเดนรถนนมการแบงออกเปนสองทางดงกลาว ใหผขบขขบรถชดซายของทางเดนรถ ขอ 4. ขอหามในการขบรถแซง หรอผานขนหนารถอน

1. หามรถขบแซงทางดานซาย เวนแต รถทถกแซงก าลงเลยวขวา หรอใหสญญาณวาจะเลยวขวา หรอทางเดนรถนนไดจดแบงเปนชองเดนรถในทศทางเดยวกนไวตงแต 2 ชองขนไป โดยทง 2 กรณ เมอไมมรถอนตามมาในระยะกระชนชด และมความปลอดภยพอ

41

2. รถทก าลงขนทางชน สะพาน หรออยในทางโคง เวนแต จะมเครองหมายจราจรใหแซงได 3. ภายในระยะ 30 เมตร กอนถงทางขาม ทางรวมทางแยก วงเวยน หรอเกาะทสรางไว หรอทางเดน

รถทตดขามทางรถไฟ 4. เมอมหมอก ฝน ฝน ควน จะท าใหไมอาจเหนทางขางหนาไดในระยะ 60 เมตร 5. เมอเขาทคบขน หรอเขตปลอดภย 6. ล าเขาไปในเสนกงกลางของทางเดนรถทก าหนดไว หรอทมเครองหมายจราจรแสดงเขตอนตราย หรอ

เขตใหใชความระมดระวงบนทางเดนรถ เวนแต ดานซายมสงกดขวางทเปนอปสรรคแกการจราจร โดยทางเดนรถดานขวามความกวางเพยงพอ โดนไมเปนการกดขวางการจราจรของรถทสวนทางกใหขบรถล าเสนกงกลางของทางเดนรถได

7. ล าเขาไปในชองเดนรถประจ าทาง เวนแต ในกรณทมสงกดขวางการจราจรในเสนทางเดนรถขางหนา หรอเมอตองปฏบตตามค าสงของเจาพนกงานจราจร โดยใหผอยในชองเดนรถประจ าทางเทาทจ าเปนเทานน ขอ 5. ผขบขขบรถมาถงทางรวมทางแยก ใหปฏบตดงน

1. ถามรถอนอยในทางรวมทางแยก ผขบขตองใหรถในทางรวมทางแยกนนผานไปกอน 2. ถามาถงทางรวมทางแยกพรอมกน และไมมรถอยในทางรวมทางแยก ผขบขตองใหรถทอยทางดาน

ซายของตนผานไปกอน เวนแตในทางรวมทางแยกใดมทางเดนรถทางเอกตดผานทางเดนรถทางโท ใหผขบขในทางเอกมสทธผานไปกอน

3. ถาสญญาณจราจรไฟสเขยวปรากฏขางหนา แตในทางรวมทางแยกมรถอนหยดขวางอยจนไมสามารถผานพนทางรวมทางแยกไปได ผขบขจะตองหยดรถทหลงเสนใหรถหยดจนกวาจะสามารถเคลอนรถผานพนทางรวมทางแยกไปได เฉลยแบบทดสอบหนวยท 5 ขอ 1. ก ขอ 2. ข ขอ 3. ก ขอ 4. ง ขอ 5. ค ขอ 6. ข ขอ 7. ข ขอ 8. ง ขอ 9. ก ขอ 10. ก

42

แผนการจดการเรยนร หนวยท 6

ชอวชา การขบรถยนต สอนครงท 12

ชอหนวย การขบรถยนตใหปลอดภย ชวโมงรวม 4 ชวโมง

แนวคดส าคญ (Main Idea) อบตเหตบนทองถนนสวนใหญเกดจากการทผขบขขบรถโดยประมาท ไมค านงถงอนตรายทอาจเกดขนได

ทกเวลา จงกอใหเกดอบตเหตมากมาย ผขบขตองตระหนกถงเหตการณทอาจท าใหเกดอบตเหตทสรางความเสยหายแกชวตและทรพยสน การขบรถรวมกบผใชรถใชถนนคนอน ๆ ตองคดไวเสมอวาอาจจะ มคนหรอมรถคนอน ๆ อยตามมมอบทมองไมเหตและเตรยมความพรอมในการขบรถหากเกดเหตขน หวขอเรอง (Topics)

6.1 ปจจยทมผลตอการเกดอบตเหตจากการขบรถ 6.2 การคาดคะเนเหตการณลวงหนา

จดประสงคเชงพฤตกรรม (Behavioral Objective) 1. อธบายถงปจจยทมผลตอการเกดอบตเหตจากการขบรถได 2. อธบายการคาดคะเนเหตการณลวงหนาในลกษณะตาง ๆ ได 3. มกจนสยในการขบรถยนตมมารยาทในการขบรถยนตและค านงถงกฎจราจรสภาพแวดลอม

สมรรถนะยอย (Element of Competency) 1. แสดงความรเกยวกบปจจยทมผลตอการเกดอบตเหตจากการขบรถ 2. แสดงความรเกยวกบการคาดคะเนเหตการณลวงหนา 3. ปฏบตการการขบรถยนต

การบรณาการกบปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง หลกความพอประมาณ 1. ผเรยนใชเวลาในการเตรยมอปกรณ และรถยนตฝกหดขบ ไดอยางเหมาะสม 2. ผเรยนจดสรรเวลาในการฝกปฏบตตามใบงานไดอยางเหมาะสม 3. ผเรยนรจกใชและจดการวสดอปกรณตางๆอยางประหยดและคมคา 4. ผเรยนปฏบตตนเปนผน าและผตามทด 5. ผเรยนเปนสมาชกทดของกลมเพอนและสงคม หลกความมเหตผล 1. ผเรยนเหนคณคาของวสด อปกรณ และรถยนตฝกหดขบเพอใชในการเรยน 2. ตระหนกในความส าคญของการฝกปฏบตอยางถกวธ

43

หลกความมภมคมกน

1. ผเรยนมความรในเรองทเรยน และสามารถถายทอดความรใหผอนมความรไดอยางมประสทธภาพ 2. ผเรยนมทกษะในเรองทฝกปฏบตและสามารถถายทอดใหผอนไดอยางมประสทธภาพ 3. ผเรยนสามารถใชงานอปกรณและรถยนตไดอยางปลอดภย 4. ปฏบตตามกฎระเบยบของสถานศกษา 5. มการเตรยมความพรอมในการเรยนภาคทฤษฎและปฏบต

เงอนไขความร

1. ผเรยนไดใชกระบวนการคดในเรยนร การเตรยมอปกรณ รถยนตฝกหดขบและการฝกปฏบต

2. ผเรยนมความรและความเขาใจในการเรยนรและฝกปฏบตตามวตถประสงคทก าหนด

3. ผเรยนปฏบตงานดวยความละเอยดรอบคอบ เงอนไขคณธรรม 1. ผเรยนใชวสดอปกรณอยางเหนคณคา ประหยด

2. ผเรยนเตรยมวสด อปกรณ รถยนตฝกหดขบ เสรจตามเวลาทก าหนด

3. ผเรยนมความพยายามและกระตอรอรนในการเรยนและฝกปฏบต เนอหาสาระ

6.1 ปจจยทมผลตอการเกดอบตเหตจากการขบรถ อบตเหตเปนเกตการณทเกดขนโดยไมคาดคดมากอน และสรางความสญเสย ความเสยหายตอชวตและทรพยสนของผประสบเหต บคคลแวดลอม สงคม และสรางความสญเสยแกประเทศชาตโดยรรวมองคประกอบในการเกดอบตเหต ประกอบดวย สาเหตโดยตรง ซงเปนจดเรมตนของอบตเหตอนเกดมาจาก ผควบคม ผรบผดชอบโดยตรงตองานกจกรรมนน ๆ อาจหมายถง คน สงของ เครองจกร เครองมอ เปนตน แตสวนใหญเกดจากคนผท าหนาท หากประมาทขาดจตส านกแหงความปลอดภย แลวจะไปสองคประกอบตอไป องคประกอบอกดานหนงคอสภาวะหรอสภาพแวดลอมทเอออ านวย หมายถง สภาพหรอบรเวณแวดลอมรอบดานมสวนเอออ านวยใหเกดอบตเหต ท าใหผลอบตภยทวความรนแรงขนซงอาจจะเกดจากสภาพธรรมชาตหรอการกระท าของคน หลกการขบขรถอยางปลอดภย ประกอบดวย

6.1.1 ทราบถงสงทเปนสาเหตทจะกอใหเกดอบตเหตวาเกดจากเหตใด 6.1..2 สามารถจ าแนกไดวาในแตละสาเหตทกอใหเกดอบตเหตนนมปจจยใดมาเกยวของ 6.1.2.1 สาเหตอบตเหตอนเกดจากสภาพบคคล 6.1.2.2 สาเหตของอบตเหตอนเกดจากสภาพยานพาหนะ

6.1.2.3 สาเหตของอบตเหตอนเกดจากสภาพถนนช ารด 6.1.2.4 อบตเหตอนเกดจากสภาพแวดลอม

44

6.1.3 การตดสนใจวาจะท าอยางไรใหดทสด ปลอดภยทสด ในสถานการณนน จะน าประสบการณความร หรอขอสงเกตตางๆ มาชวยในการตดสนใจกอนทจะปฏบตตอไป ปจจยเรองการมอง การใชความร ระยะเวลาในการหยดรถ มมอนตรายในตวรถ การขบตามหลงรถอนมากเกนไป เพอใชเปนขอมลในการตดสนใจกระท าการอยางใดอยางหนง 6.1.4 มมอนตรายในตวรถยนต 6.1.5 การมองขณะขบรถ 6.1.6 ระยะทางส าหรบการหยดรถยนต

6.1.7 การใชสญญาณไฟ 6.1.7.1 การเปดไฟสงเมอรถสวนทางกน 6.1.7.2 รถทก าลงแซงใหเปดไฟเลยวขวา 6.1.7.3 ไมเปดไฟสงสองทายรถคนอน 6.1.8 การใชไฟฉกเฉน

6.1.9 การใชไฟเลยวเพอใหทางการแซง 6.2 การคาดคะเนเหตการณลวงหนา 6.2.1 การสงเกตมมอนตราย 6.2.1.1 อนตรายจากรถทจอดสองฟากถนน มมอนตรายจะมอยทงสองดาน 6.2.1.2 อนตรายจากการมรถรถจอดเรยงกนหลายคน 6.2.1.3 อนตรายในกรณของเดกทมตวเลก จงอยในมมอนตรายไดงายขน 6.2.1.4 มมอนตรายจากรถดานขวามอบรเวณสแยก จากมมมองของผขบ จะสงเกตเปนรถมอเตอรไซดทวงมาจากทางขวามอไดชากวา 6.2.1.5 มมอนตรายจากรถทก าลงเลยวขวา 6.2.1.6 มมอนตรายจากการเลยวรถในวงแคบ 6.2.1.7 มมอนตรายจากทางโคง 6.2.2 การขบรถไปบนถนนลกษณะตาง ๆ 6.2.2.1 การขบรถบนทางโคงแคบ ทมองขางหนาไมคอยเหน 6.2.2.2 ต าแหนงทเหมาะสมและถกตอง 6.2.2.3 การเปลยนแปลงของมมอนตรายเนองจากการเปลยนต าแหนง 6.2.2.4 การเวนระยะหางจากรถคนหนา

45

กจกรรมการเรยนการสอน ขนน าเขาสบทเรยน

1. น าเขาสบทเรยนเรองการขบรถยนตใหปลอดภยโดยใหผเรยนมสวนรวม

2. ทดสอบกอนเรยน ขนการสอน 1. บรรยายประกอบสอภาพนงและภาพเคลอนไหวแบบสอสารสองทางดวยวธการสอนทหลากหลาย นกเรยนซกถามปญหาขอสงสยและรวมกนอภปรายเสนอแนะเพอหาแนวทางในการเรยนรรวมกนอยางมประสทธภาพ 2. ท าแบบฝกหดและรวมกนเฉลย 3. ปฏบตตามใบงานท 10 4. ในระหวางเรยนและปฏบตตามใบงานมการประเมนคณธรรม จรยธรรม และคณลกษณะอนพงประสงค ขนสรปและการประยกต

1. ครและนกเรยนรวมกนสรปเนอหาสาระ และผลการฝกปฏบต 2. ทดสอบหลงเรยน

สอการเรยนการสอน 1. หนงสอเรยนวชาการขบรถยนตของส านกพมพศนยหนงสอเมองไทย จ ากด 2. แบบทดสอบกอนเรยน/หลงเรยน 3. แบบประเมนคณธรรม จรยธรรม คานยม และคณลกษณะอนพงประสงค 4. รถยนตฝกหดขบ สนามฝกหดขบและอปกรณ

การวดและประเมนผล 1 เครองมอวดผล

- แบบประเมนคณธรรม จรยธรรม คานยม และคณลกษณะอนพงประสงคของผเรยน - แบบทดสอบ - แบบประเมนใบงาน

46

บนทกหลงการสอน สรปผลการจดการเรยนร .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. ปญหาทพบในกระบวนการจดการเรยนร .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. แนวทางแกปญหาการเรยนรภาคทฤษฎ .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .แนวทางแกปญหาการเรยนรภาคปฏบต .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................................

47

เฉลยแบบฝกหดหนวยท 6 ขอ 1. หลกการขบขรถอยางปลอดภย ประกอบดวย

1. ทราบถงสงทเปนสาเหตทจะกอใหเกดอบตเหตวาเกดจากเหตใด เชน เกดจากสภาพบคคล เกดจากสภาพยานพาหนะ เกดจากสภาพวศวกรรมการจราจร หรอเกดจากสภาพแวดลอม

2. สามารถจ าแนกไดวาในแตละสาเหตทกอใหเกดอบตเหตนนมปจจยใดมาเกยวของ เปนสาเหตอบตเหตอนเกดจากสภาพบคคล สาเหตของอบตเหตอนเกดจากสภาพยานพาหนะ สาเหตของอบตเหตอนเกดจากสภาพถนนช ารด หรอสาเหตอนเกดจากสภาพแวดลอม

3. การตดสนใจวาจะท าอยางไรใหดทสด ปลอดภยทสด ในสถานการณนน 4. ใหความส าคญมมอนตรายในตวรถยนต รถยนตรอบคนจะมมมอนตราย มจดบอดในตวรถ 5. ขณะทขบรถตองมองโดยค านงถงระยะทางและเวลา 6. ระยะทางส าหรบการหยดรถยนต 7. การใชสญญาณไฟอยางถกตอง 8. ใชไฟฉกเฉนเมอรถนนจอดอยกบทเทานน ไมเปดไฟฉกเฉนขณะรถแลนบนถนน 9. การใชไฟเลยวเพอใหทางการแซง 10. การใชสญญาณแตร

ขอ 2. อบตเหตอนเกดจากสภาพบคคล มปจจยทเกยวของดงตอไปน 1. ความผดพลาดในการกระท าขณะขบรถ เชน ขบรถเรวเกนอตรากฎหมายก าหนด ขบแซงในทคบขน

ขบตดหนารถอนในระยะกระชนชด ขบตามหลงรถอนในระยะกระชนชด 2. ความคลาดเคลอนในการรบร สขภาพผขบข เชน การพกผอนไมเพยงพอ ขอจ ากดในเรองสขภาพท

เกดขนในชวงวยทแตกตางกน 3. การเสพสงเสพตด และมนเมาขณะขบรถ 4. ขาดประกบการณในการขบรถรวมถงการไมเคารพกฎหมาย

ขอ 3. การคาดคะเนเหตการณลวงหนาโดยการสงเกตมมอนตรายตาง ๆ ประกอบดวย อนตรายจากรถทจอดสองฟากถนน อนตรายจากการมรถรถจอดเรยงกนหลายคน อนตรายในกรณของเดกทมตวเลก มมอนตรายจากรถดานขวามอบรเวณสแยก มมอนตรายจากรถทก าลงเลยวขวา มมอนตรายจากการเลยวรถในวงแคบ และมมอนตรายจากทางโคง ขอ 4. ไฟสญญาณฉกเฉนจะใชเมอรถนนจอดอยกบทเทานน หามวงบนทองถนนแลวเปดไฟฉกเฉน เปนการใชสญญาณไฟฉกเฉนทไมถกตอง การใชไฟฉกเฉนบรเวณสแยก เมอจะขบรถตรงไปจะเขาใจผดและปฏบตตามๆ กน และคดวาเปนการปฏบตทถกตอง เมอจะขบรถตรงไปบรเวณสแยกควรลดความเรวดวาปลอดภย จงขบรถผานไปโดยไมตองเปดไฟฉกเฉน การเปดไฟฉกเฉนอาจกอใหเกดอบตเหตได เพราะขณะเปดไฟฉกเฉนรถทอยทางขางขวากจะเหนไฟกะพรบทขางขวา กคดวารถนนจะเลยวขวา ในท านองเดยวกนรถทอยทางดานซายกจะเหนไฟกะพรบดานซาย กคดวารถนนจะเลยวซาย เพราะไมสามารถมองเหนไฟอกดานหนง

48

ขอ 5. การขบรถบนทางโคง ควรพยายามวงดวยความเรวทสามารถจะหยดรถไดภายในระยะเวลาครงหนงของระยะทางทสายตามองเหนได การทจะสามารถมองเหนคนหรอรถทอยในมมมอใหไดเรวทสดนน ควรค านงดวยวาจะตองขบรถใหวงอยบนต าแหนงของถนนด หรอในสวนทเกยวกบรถคนอนนนจะ ขบรถใหแลนอยตรงสวนไหนของถนนเปนส าคญ หากขบรถใหอยในต าแหนงทเหมาะสมกสามารถท าใหเรามองเหนสงทมองไมเหนขนมาได เฉลยแบบทดสอบหนวยท 6 ขอ 1. ข ขอ 2. ค ขอ 3. ข ขอ 4. ง ขอ 5. ก ขอ 6. ง ขอ 7. ค ขอ 8. ข ขอ 9. ก ขอ 10. ค

49

แผนการจดการเรยนร หนวยท 7

ชอวชา การขบรถยนต สอนครงท 13 - 14

ชอหนวย การขบรถยนตในสถานการณตาง ๆ ชวโมงรวม 8 ชวโมง

แนวคดส าคญ (Main Idea) การขบรถใหปลอภยนน นอกจากจะตองปฏบตตามกฎจราจรอยางเครงครดแลว ทกษะในการขบรถใน

สภาวการณตาง ๆ ตลอดจนเทคนควธในการขบรถ มผลตอการชวยปองกนการเกดอบตเหตบนทองถนน จ าเปนทผขบขตองฝกฝนทกษะตาง ๆ ใหมความช านาญ หวขอเรอง (Topics)

7.1 การขบขรถยนตบรเวณพนทน าทวม

7.2 การขบขรถยนตในสถานการณตาง ๆ จดประสงคเชงพฤตกรรม (Behavioral Objective)

1. อธบายการขบขรถยนตบรเวณพนทน าทวมได 2. อธบายการขบรถยนตในสถานการณตาง ๆ ได 3. มกจนสยในการขบรถยนตมมารยาทในการขบรถยนตและค านงถงกฎจราจรสภาพแวดลอม

สมรรถนะยอย (Element of Competency) 1. แสดงความรเกยวกบการขบขรถยนตบรเวณพนทน าทวม 2. แสดงความรเกยวกบการขบรถยนตในสถานการณตาง ๆ 3. ปฏบตการการขบรถยนต

การบรณาการกบปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง หลกความพอประมาณ 1. ผเรยนใชเวลาในการเตรยมอปกรณ และรถยนตฝกหดขบ ไดอยางเหมาะสม 2. ผเรยนจดสรรเวลาในการฝกปฏบตตามใบงานไดอยางเหมาะสม 3. ผเรยนรจกใชและจดการวสดอปกรณตางๆอยางประหยดและคมคา 4. ผเรยนปฏบตตนเปนผน าและผตามทด 5. ผเรยนเปนสมาชกทดของกลมเพอนและสงคม หลกความมเหตผล 1. ผเรยนเหนคณคาของวสด อปกรณ และรถยนตฝกหดขบเพอใชในการเรยน 2. ตระหนกในความส าคญของการฝกปฏบตอยางถกวธ 3 น าเสนอวธการในการแกปญหาไดอยางถกตอง มเหตผล และสามารถน าไปปฏบตในชวตประจ าวนได

50

4. แสดงความคดอยางมเหตผล 5. ซกถามในสงทสงสย และทกทวงในสงทไมถกตองอยางถกกาลเทศะ

หลกความมภมคมกน

1. ผเรยนมความรในเรองทเรยน และสามารถถายทอดความรใหผอนมความรไดอยางมประสทธภาพ 2. ผเรยนมทกษะในเรองทฝกปฏบตและสามารถถายทอดใหผอนไดอยางมประสทธภาพ 3. ผเรยนสามารถใชงานอปกรณและรถยนตไดอยางปลอดภย 4. ปฏบตตามกฎระเบยบของสถานศกษา 5. มการเตรยมความพรอมในการเรยนภาคทฤษฎและปฏบต 6. แกปญหาเฉพาะหนาไดดวยตนเองอยางเปนเหตเปนผล

เงอนไขความร

1. ผเรยนไดใชกระบวนการคดในเรยนร การเตรยมอปกรณ รถยนตฝกหดขบและการฝกปฏบต

2. ผเรยนมความรและความเขาใจในการเรยนรและฝกปฏบตตามวตถประสงคทก าหนด

3. ผเรยนปฏบตงานดวยความละเอยดรอบคอบ

4. ผเรยนมความร ความเขาใจเกยวกบหลกปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง เงอนไขคณธรรม 1. ผเรยนใชวสดอปกรณอยางเหนคณคา ประหยด

2. ผเรยนเตรยมวสด อปกรณ รถยนตฝกหดขบ เสรจตามเวลาทก าหนด

3. ผเรยนมความพยายามและกระตอรอรนในการเรยนและฝกปฏบต

4. ผเรยนใหความรวมมอกบการท ากจกรรมของสวนรวม มจตอาสาในการชวยเหลอผอน เนอหาสาระ 7.1 การขบขรถยนตบรเวณพนทน าทวม 7.1.1 การขบรถผานระดบน าสง 7.1.2 การขบรถลยน าลก 7.1.3 การขบรถผานถนนทมน าทวมขง 7.1.4 การขบรถขณะฝนตกหนก 7.1.5 การบงคบทศทางรถลยน า 7.1.6 การขบรถลยระดบน าททวมเลยทองรถ

7.1.7 การควบคมรอบเครองยนตเมอขบรถลยน า 7.2 การขบขในสถานการณตาง ๆ

7.2.1 การขบรถบนเสนทางทเปนภเขา

51

7.2.2 การจอดรถทสงชน

7.2.3 การใชเกยรส าหรบขน – ลงทสงชน

7.2.4 การขบรถเขาทางโคงทปลอดภย

7.2.5 การใชเบรกมอในทลาดชน

7.2 การขบบนทางดวน

7.3.1 อบตเหตขณะจะเขาเลนทางดวน

7.3.2 การเบยงเขาเลนทางดวน

7.3.3 วธเขาเลนทางดวนใหปลอดภย

7.3.4 ความเรวในการขบรถบนทางดวน

7.3.5 ระยะหางทจ าเปนในการขบรถบนทางดวน

7.3.6 การขบรถเมอเขาใกลจดบรการ , จดจอดรถ และจดเขาออก

กจกรรมการเรยนการสอน ขนน าเขาสบทเรยน

1. น าเขาสบทเรยนเรองการขบรถยนตในสถานการณตาง ๆ โดยใหผเรยนมสวนรวม

2. ทดสอบกอนเรยน ขนการสอน 1. บรรยายประกอบสอภาพนงและภาพเคลอนไหวแบบสอสารสองทางดวยวธการสอนทหลากหลาย 2. นกเรยนซกถามปญหาขอสงสยและรวมกนอภปรายเสนอแนะเพอหาแนวทางในการเรยนรรวมกน 3. ท าแบบฝกหดและรวมกนเฉลย 4. ปฏบตตามใบงานท 11 5. ในระหวางเรยนและปฏบตตามใบงานมการประเมนคณธรรม จรยธรรม และคณลกษณะอนพงประสงค ขนสรปและการประยกต 1. ครและนกเรยนรวมกนสรปเนอหาสาระ และผลการฝกปฏบต 2. ทดสอบหลงเรยน

52

บนทกหลงการสอน สรปผลการจดการเรยนร .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. ปญหาทพบในกระบวนการจดการเรยนร .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. แนวทางแกปญหาการเรยนรภาคทฤษฎ .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .แนวทางแกปญหาการเรยนรภาคปฏบต .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................................

53

เฉลยแบบฝกหดหนวยท 7 ขอ 1. การขบรถทตองผานระดบน าทสงถงทองรถ มเสยงน ากระทบกบทองรถ คอนขางดง นอกจากผขบขตองขบใหชาและระวงการตกหลมทมองไมเหนโดยใหสงเกตจากรถคนหนา และพยายามจ าแนวไวโดยระดบน าทสงในระดบน จานเบรกจะจมอยในน าตลอดเวลา หากพนชวงน าทวมควรตองทดสอบเบรกทนท โดยการเบรกและเรงความเรวสลบกนไป เพอใหผาเบรกรดน าจากจานเบรก และเพอใหจานเบรกหรอดมเบรกรอน ขอ 2. การขบรถขณะฝนตกหนก ผขบขควรประเมนสถานการณ หากระดบน าลกหรอกระแสน าเชยวกรากควร

เลยงไปใชเสนทางอน เพอปองกนกระแสน าพดรถลอยไปตามน า กรณระดบน าตนควรขบรถบนชองทางทน าไมทวม

มากนก โดยขบในแนวเดยวกบรถคนหนา เพอปองกนรถออกนอกเสนทางถาเครองยนตขดของในขณะขบรถลยน า

ควรเปดสญญาณไฟกระพรบ เพอเตอนใหผใชเสนทางรายอนทราบ จะไดเปลยนเสนทางการเดนรถทน

ขอ 3. การควบคมรอบเครองยนตเมอขบรถลยน า ตองเลยงรอบเครองยนตใหอยในระดบทพอด ไมเรงรอบ

เครองยนตใหสงนก โดยพยายามใหรอบเครองคงทอยท 1,500 – 2,000 รอบตอนาท ใชเกยร 2 คอยๆ ขบไป

เรอยๆ โดยทงระยะหางจากคนหนาอยางนอยหนงชวงตวการรกษาระดบเครองยนตทรอบปานกลางคอนขางต า

เพอใหรถรกษาความเรวไดคงทเพราะการใชรอบเครองทต าเกนไป อาจท าใหเครองยนตดบไดงาย

ขอ 4. การใชเลนขางทางดวนใหเกดความปลอดภย คอ เลนขางทางดวนชวยใหเขาเลนทางดวนไดสะดวกขน เปนเลนทชวยชะลอความเรวของรถในเลนทางดวนกบรถทจะเขาเลนท าใหการไหลของรถในเลนทางดวนทงหมดเปนไปอยางสม าเสมอ รวมถงเปนเลนทแสดงใหรถทก าลงวงในเลนทางดวนทราบวามรถก าลงรอเขาเลนทางดวนอย ขอ 5. การขบรถใหปลอดภยในกรณสภาพอากาศไมเปนปกต ตองปฏบตดงน

1. การชบรถบนทางดวนเมอลมแรงจด ตองไมตกใจพยายามลดความเรวโดยปลอยใหเทาออกจากคนเรง

อยางชา ๆ พยายามประคองพวงมาลยโดยไมตนเตน ถงแมวาจะถกลมพดจดเพยงไรกตาม

2. การขบรถบนทางดวนกรณทหมอกจด ใหเปดไฟหนารถและขบรถดวยความเรวทสามารถจะหยดรถได

การขบรถบนทางดวนกรณฝนตกหนก ในกรณทฝนตกหนก แลวมน าขงอยบนพนถนน ถาวงดวยความเรวสง ยาง

รถจะแทรกเขาไปในน าทขงอย ท าใหลอไมสามารถหมนได แตจะเคลอนไปบนน าเหมอนกบสกน า ภาวะดงกลาว

เรยกวา การเกดไฮดรอพ เรนนง (HIGH DROP RAINING) ใหใชความเรวต ากวาวนทอากาศด ควรจบ

พวงมาลยใหมน และปลดเกยรต า แลวรอใหความเรวลดลงอยางมสต

เฉลยแบบทดสอบหนวยท 7 ขอ 1. ง ขอ 2. ก ขอ 3. ค ขอ 4. ง ขอ 5. ค ขอ 6. ค ขอ 7. ค ขอ 8. ก ขอ 9. ข ขอ 10. ข

54

แผนการจดการเรยนร หนวยท 8

ชอวชา การขบรถยนต สอนครงท 15

ชอหนวย การขบรถยนตเมอเกดเหตฉกเฉน ชวโมงรวม 5 ชวโมง

แนวคดส าคญ (Main Idea) เมอรถเสยระหวางทางทขบขไปนน จ าเปนตองแกไขปญหาในเบองตนเพอใหสามารถน ารถเขา

ศนยบรการถาสามารถท าได ผขบขตองเรยนรวธการแกปญหาตาง ๆ เพอใหสามารถซอมแซมในเบองตนไดดวยตนเอง หรอเมอเกดอบตเหตตองท าเครองหมายสญญาณทรถ เพอใหรถคนอนเหนไดชดเจน เพอปองกนอบตเหตทจะเกดขนซ าจากรถคนตอมา หวขอเรอง (Topics)

8.1 ขอปฏบตในกรณฉกเฉน

8.2 ขอปฏบตในกรณเกดอบตเหต

จดประสงคเชงพฤตกรรม (Behavioral Objective) 1. อธบายเกยวกบขอปฏบตในกรณฉกเฉนได 2. อธบายขอปฏบตในกรณเกดอบตเหต ได 3. มกจนสยในการขบรถยนตมมารยาทในการขบรถยนตและค านงถงกฎจราจรสภาพแวดลอม

สมรรถนะยอย (Elememt of Competency) 1. แสดงความรเกยวกบขอปฏบตในกรณฉกเฉน 2. แสดงความรเกยวกบขอปฏบตในกรณเกดอบตเหต 3. ปฏบตการการขบรถยนต

การบรณาการกบปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง หลกความพอประมาณ 1. ผเรยนใชเวลาในการเตรยมอปกรณ และรถยนตฝกหดขบ ไดอยางเหมาะสม 2. ผเรยนจดสรรเวลาในการฝกปฏบตตามใบงานไดอยางเหมาะสม 3. ผเรยนรจกใชและจดการวสดอปกรณตางๆอยางประหยดและคมคา 4. ผเรยนปฏบตตนเปนผน าและผตามทด หลกความมเหตผล 1. ผเรยนเหนคณคาของวสด อปกรณ และรถยนตฝกหดขบเพอใชในการเรยน 2. ตระหนกในความส าคญของการฝกปฏบตอยางถกวธ

55

3 น าเสนอวธการในการแกปญหาไดอยางถกตอง มเหตผล และสามารถน าไปปฏบตในชวตประจ าวนได 4. แสดงความคดอยางมเหตผล 5. ซกถามในสงทสงสย และทกทวงในสงทไมถกตองอยางถกกาลเทศะ 6. ยอมรบฟงความคดเหนของผอน 7. มการคดวเคราะหอยางเปนระบบ

หลกความมภมคมกน

1. ผเรยนมความรในเรองทเรยน และสามารถถายทอดความรใหผอนมความรไดอยางมประสทธภาพ 2. ผเรยนมทกษะในเรองทฝกปฏบตและสามารถถายทอดใหผอนไดอยางมประสทธภาพ 3. ผเรยนสามารถใชงานอปกรณและรถยนตไดอยางปลอดภย 4. ปฏบตตามกฎระเบยบของสถานศกษา 5. มการเตรยมความพรอมในการเรยนภาคทฤษฎและปฏบต 6. แกปญหาเฉพาะหนาไดดวยตนเองอยางเปนเหตเปนผล 7. มความสามารถในการควบคมอารมณและการแสดงออกของตนเองในสถานการณตาง

เงอนไขความร

1. ผเรยนไดใชกระบวนการคดในเรยนร การเตรยมอปกรณ รถยนตฝกหดขบและการฝกปฏบต

2. ผเรยนมความรและความเขาใจในการเรยนรและฝกปฏบตตามวตถประสงคทก าหนด

3. ผเรยนปฏบตงานดวยความละเอยดรอบคอบ

4. ผเรยนมความร ความเขาใจเกยวกบหลกปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง

เงอนไขคณธรรม 1. ผเรยนใชวสดอปกรณอยางเหนคณคา ประหยด

2. ผเรยนเตรยมวสด อปกรณ รถยนตฝกหดขบ เสรจตามเวลาทก าหนด

3. ผเรยนมความพยายามและกระตอรอรนในการเรยนและฝกปฏบต

4. ผเรยนใหความรวมมอกบการท ากจกรรมของสวนรวม มจตอาสาในการชวยเหลอผอน เนอหาสาระ

4.1 ขอปฏบตในกรณฉกเฉน 4.1.1 การสตารตเครองยนตเมอฉกเฉน 4.1.2 เมอเครองยนตรอนจด

56

4.1.3 การใชเครองมอประจ ารถและแมแรงเมอรถยางแตกหรอรวซม

4.1.4 การเปลยนยา

4.1.5 การลากรถ

4.1.6 เมอกระจกหนาแตก

4.1.7 เมอเบรกแตก

4.1.8 เมอมสตววงตดหนา

4.1.9 เมอรถลนไถลเสยการทรงตว

4.2 ขอปฏบตในกรณเกดอบตเหต 4.2.1 เมอมผบาดเจบจากอบตเหต

4.2.2 การแจงต ารวจ

4.2.3 การแจงประกนภย

4.2.4 คดอบตเหตทางรถยนต

กจกรรมการเรยนการสอน ขนน าเขาสบทเรยน

1. น าเขาสบทเรยนเรองการขบรถยนตเมอเกดเหตฉกเฉนโดยใหผเรยนมสวนรวม

2. ทดสอบกอนเรยน ขนการสอน 1. บรรยายประกอบสอภาพนงและภาพเคลอนไหวแบบสอสารสองทางดวยวธการสอนทหลากหลาย พรอม

ยกตวอยางประกอบ 2. นกเรยนซกถามปญหาขอสงสยและรวมกนอภปรายเสนอแนะเพอหาแนวทางในการเรยนรรวมกนอยางม

ประสทธภาพ 3. ท าแบบฝกหดและรวมกนเฉลย 4. ปฏบตตามใบงานท 12 5. ในระหวางเรยนและปฏบตตามใบงานมการประเมนคณธรรม จรยธรรม และคณลกษณะอนพงประสงค ขนสรปและการประยกต 1. ครและนกเรยนรวมกนสรปเนอหาสาระ และผลการฝกปฏบต 2. ทดสอบหลงเรยน

สอการเรยนการสอน 1. หนงสอเรยนวชาการขบรถยนตของส านกพมพศนยหนงสอเมองไทย จ ากด 2. แบบทดสอบกอนเรยน/หลงเรยน

57

บนทกหลงการสอน สรปผลการจดการเรยนร .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. ปญหาทพบในกระบวนการจดการเรยนร .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. แนวทางแกปญหาการเรยนรภาคทฤษฎ .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .แนวทางแกปญหาการเรยนรภาคปฏบต .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................................

58

เฉลยแบบฝกหดหนวยท 8 ขอ 1. การสตารตเครองยนตเมอฉกเฉน มขนตอน ดงน

1. เลอนรถใหใกลกน เพอจะตอพวงสายแบตเตอรได และอยาใหสวนใดสวนหนงของตวรถทงสองชดตดกนเพราะท าใหกราวดตอถงกน

2. ดงเบรกมอและคนเกยรอยในต าแหนง “P” (จอด) ส าหรบเกยรอตโนมต หรอต าแหนง “N” (วาง) ส าหรบเกยรธรรมดา จากนนจงบดสวตชกญแจไปทต าแหนง “OFF” สวตชกญแจตองอยต าแหนง “OFF” เปนอนดบแรก ตองแนใจวาสายพวงแบตเตอร และสวนของรางกายไมไปพาดโดนใบพดหมอน าและสายพาน เพราะอาจท าใหเกดอนตรายได ควรบดอปกรณไฟฟาทกชนด เพอเปนการปองกนการเกดประกายไฟและปองกนแบตเตอรทงสองลกดวย

3. 8.1.1.3 ตองแนใจวาระดบน ากลนของแบตเตอรอยในระดบทก าหนดไว อยาใชการสตารตเครองยนตดวยการพวงแบตเตอร ถาพบวาน ากลนแหงหรอเปนน าแขง เพราะอาจท าใหแบตเตอรแตกหรอระเบดได

4. 8.1.1.4 ใชสายตอพวงแบตเตอรทปลายสายขางหนงตอเขากบขว (+) ของแบตเตอร (A) และปลายสายอกขางหนงตอเขากบขว (+) ของแบตเตอร (B)

5. ใชสายตอพวงอกเสนหนงตอเขาระหวางขว ( - ) ของแบตเตอรของรถคนทมไฟและสายอกดานหนงหนบเขากบเสอสบของรถคนทแบตเตอรมไฟ โดยใหหางจากแบตเตอรมากทสด ควรเปดฝาครอบแบตเตอรกอนทจะตอสายพวงเขากบขวแบตเตอร ไมควรท าใหสายพวงแบตขว ( + ) และขว ( - ) โดนหรอสมผสกน

6. ตดเครองยนตของรถคนทแบตเตอรมไฟและปลอยทงไวรอบเดนเบาะสกครหนงแลว จงสตารตเครองยนตของรถคนทแบตเตอรไมมไฟ รกษารอบเครองยนตของรถคนทแบตเตอรมไฟไวอยางสม าเสมอ

7. ภายหลงจากเครองยนตตดแลว ใหปลดสายพวงทหนบเขาทเสอสบกอนเปนอนดบแรก ขอ 2. เมอเครองยนตรอนจด ใหปฏบตดงน

1. จอดรถในทปลอดภย 2. ตรวจดวาไอน าหรอความรอนเกดขนจากทใด 3. ตรวจเชควาใบพดลมหมอน าท างานหรอไม ถาใบพดลมไมท างาน ใหดบเครองยนตทนท 4. หลงจากอณหภมของน าหลอเยนเครองยนตคอย ๆ ลดลง จนเปนอณหภมปกต ใหดบเครองยนต 5. ตรวจเชคระดบน ายาหลอเยนในถงน าพกน าส ารอง 6. เตมน าทหมอน าหรอถงพกน า ถาจ าเปน หามเตมน าขณะทเครองรอน เพราะจะท าใหเครองยนต

เสยหาย รอใหเครองยนตเยนลง แลวคอยเตมน าทละนอยๆ 7. ตรวจเชคดวาทอยางหมอน าทกทอ มน ารวซมออกมาหรอไม ควรตรวจดสายพานพดลมหมอน าวา

หยอนและช ารดหรอไม ถาไมมอะไรผดปกตกบระบบน ายาหลอเยนหรอสายพาน

59

ขอ 3. การขนแมแรงใหปลอดภย ควรปฏบตดงน

1. จอดรถบนพนราบในแนวระนาบ

2. ดงเบรกมอไวและเลอนคนเกยร 1 (เกยรธรรมดา ) หรอเลอนคนเกยรไปทต าแหนง P (ส าหรบเกยร

อตโนมต)

3. เปดไฟฉกเฉนและหมนสวตชกญแจอยทต าแหนง “LOCK”

4. ตดตงสญลกษณสามเหลยมเตอนสญญาณไฟกระพรบเพอใหมองเหนในระยะไกลจากรถ

5. ใสทหนนลอเขากบลอทอยตรงขามกบลอทตองการเปลยน

ขอ 4. การลากรถทปลอดภย ม 3 แบบ แตละแบบมขอดขอเสยดงน 1. การลากรถโดยการยกลอหลงใหลอยพนพน ขอดคอ เกดความปลอดภยในการลากรถและเหมาะกบรถ

ทใชเกยรอตโนมตชนดขบเคลอนลอหลง 2. การลากรถโดยการยกลอหนาใหลอยพนพน ขอดคอ เกดความปลอดภยในการลากรถและเหมาะกบรถ

ทใชเกยรอตโนมตชนดขบเคลอนลอลอ 3. การยกรถขนรถบรรทก ขอดคอ เกดความปลอดภยและไมกอใหเกดความเสยหายเพมขนในกรณทเกยร

ช ารดหรอแตกราว

ขอ 5. ขอปฏบตในกรณเกดอบตเหต 1. ชวยเหลอผไดรบบาดเจบ 2. แจงต ารวจ 3. แจงประกนภย

เฉลยแบบทดสอบหนวยท 8 ขอ 1. ข ขอ 2. ง ขอ 3. ก ขอ 4. ข ขอ 5. ข ขอ 6. ค ขอ 7. ง ขอ 8. ก ขอ 9. ก ขอ 10. ค

60

แผนการจดการเรยนร หนวยท 9

ชอวชา การขบรถยนต สอนครงท 16

ชอหนวย มารยาทในการขบรถยต ชวโมงรวม 4 ชวโมง

แนวคดส าคญ (Main Idea) มารยาทในการใชรถใชถนนเปนสงส าคญอยางยงทผ ขบรถควรปฏบต เพอใหผขบรถและผโดยสารในรถไมหวาดกลว เกดความปลอดภย ไมเกดอบตเหต การจราจรไมตดขด และเปนการปองกนไมเกดการทะเลาะววาทกบผรวมใชรถใชถนน ดงนนผใชรถใชถนนควรรกษามารยาทในการขบรถอยางเครงครดจนเปนปกตนสย

หวขอเรอง (Topics)

9.1 มารยาทในการขบรถไปขางหนา

9.2 มารยาทในการเลยวและเปลยนชองทางเดนรถ

9.3 มารยาทในการใหสญญาณ

9.4 มารยาทในการขบรถในสภาวะตาง ๆ

9.5 มารยาทในการเบรก หยดรถ และจอดรถ

9.6 มารยาทในการขบรถโดยทวไป

จดประสงคเชงพฤตกรรม (Behavioral Objective) 1. อธบายเกยวกบมารยาทในการขบรถยนตได 2. มกจนสยในการขบรถยนตมมารยาทในการขบรถยนตและค านงถงกฎจราจรสภาพแวดลอม

สมรรถนะยอย (Elememt of Competency) 1. แสดงความรเกยวกบมารยาทในการขบรถยนต 2. ปฏบตการการขบรถยนต

การบรณาการกบปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง หลกความพอประมาณ 1. ผเรยนใชเวลาในการเตรยมอปกรณ และรถยนตฝกหดขบ ไดอยางเหมาะสม 2. ผเรยนจดสรรเวลาในการฝกปฏบตตามใบงานไดอยางเหมาะสม 3. ผเรยนรจกใชและจดการวสดอปกรณตางๆอยางประหยดและคมคา 4. ผเรยนปฏบตตนเปนผน าและผตามทด 5. ผเรยนเปนสมาชกทดของกลมเพอนและสงคม

61

หลกความมเหตผล 1. ผเรยนเหนคณคาของวสด อปกรณ และรถยนตฝกหดขบเพอใชในการเรยน 2. ตระหนกในความส าคญของการฝกปฏบตอยางถกวธ 3 น าเสนอวธการในการแกปญหาไดอยางถกตอง มเหตผล และสามารถน าไปปฏบตในชวตประจ าวนได 4 แสดงความคดอยางมเหตผล 5 ซกถามในสงทสงสย และทกทวงในสงทไมถกตองอยางถกกาลเทศะ 6 ยอมรบฟงความคดเหนของผอน 7 มการคดวเคราะหอยางเปนระบบ

หลกความมภมคมกน

1. ผเรยนมความรในเรองทเรยน และสามารถถายทอดความรใหผอนมความรไดอยางมประสทธภาพ 2. ผเรยนมทกษะในเรองทฝกปฏบตและสามารถถายทอดใหผอนไดอยางมประสทธภาพ 3. ผเรยนสามารถใชงานอปกรณและรถยนตไดอยางปลอดภย 4. ปฏบตตามกฎระเบยบของสถานศกษา 5. มการเตรยมความพรอมในการเรยนภาคทฤษฎและปฏบต 6. แกปญหาเฉพาะหนาไดดวยตนเองอยางเปนเหตเปนผล 7. มความสามารถในการควบคมอารมณและการแสดงออกของตนเองในสถานการณตาง

เงอนไขความร

1. ผเรยนไดใชกระบวนการคดในเรยนร การเตรยมอปกรณ รถยนตฝกหดขบและการฝกปฏบต

2. ผเรยนมความรและความเขาใจในการเรยนรและฝกปฏบตตามวตถประสงคทก าหนด

3. ผเรยนปฏบตงานดวยความละเอยดรอบคอบ

4. ผเรยนมความร ความเขาใจเกยวกบหลกปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง

เงอนไขคณธรรม 1. ผเรยนใชวสดอปกรณอยางเหนคณคา ประหยด

2. ผเรยนเตรยมวสด อปกรณ รถยนตฝกหดขบ เสรจตามเวลาทก าหนด

3. ผเรยนมความพยายามและกระตอรอรนในการเรยนและฝกปฏบต

4. ผเรยนใหความรวมมอกบการท ากจกรรมของสวนรวม มจตอาสาในการชวยเหลอผอน

62

เนอหาสาระ การเคลอนรถออกจากทจอด ผขบขจะตองใหสญญาณกอนเคลอนรถออกจากทจอดทกครง มองดกระจก

หลงหรอกระจกขาง เมอเหนวาปลอดภยจงเลอนรถออกจากทจอดรถ ควรเหยยบคนเรงดวยความนมนวล ไมออกรถแบบกระชาก หรอออกรถไปในทองถนนเปนเหตใหผขบขอนตองหกหลบหรอเบรกรถอยางกะทนหน

การเรงความเรว เรงความเรวใหสงขนโดยการเหยยบคนเรงดวยความนมนวล โดยไมใหผโดยสารในรถรสกหวาดกลว หรอผใชรถใชถนนอนเกดความรสกหวาดกลววาจะเกดอบตเหต โดยปฏบตดงน

- ใชความเรวของรถใหเหมาะสมกบรถอนทใชทางอยในทางเดนรถหรอชองเดนรถนน

- ไมขบรถแบบกระชนหรอจทายรถคนหนามากเกนไป

- ไมเปดไฟขอทางหรอบบแตรไลรถคนทขบอยขางหนา

- ใชความเรวตามทกฎหมายก าหนด

- ใชความเรวของรถใหเหมาะสมกบรถอนทใชทางอยในทางเดนรถหรอชองเดนรถนน

- เมอมเหตจ าเปนตองลดความเรวใหเหมาะสมกบสภาพการณ ไมเบรกรถกะทนหนจนท าใหรถอนตองเบรก

กะทนหนตามดวย

การขบรถแซงขนคนอน ควรปฏบตดงน - กอนแซงขนหนาคนอนตองใหสญญาณกอนแซงเสมอ (ใหสญญาณไฟเลยวขวาและหากขบรถในทางเดน

รถทมไดแบงชองเดนรถไว ตองกะพรบไฟหนารถสน 2 ครง เพอใหคนขบรถคนหนามองเหนและทราบวามผจะขอ

แซง)

- ไมแซงในเขตหามแซง

- หากถนนแคบตองขบชา และแซงดวยความระมดระวง

- เวนระยะใหหางจากรถคนทถกแซงอยางเหมาะสม

- แซงแลวไมหกรถเขาชองเดนรถดานซายเรว จนอาจเปนเหตใหเกดการเบยดกบรถคนทถกแซง

- เมอแซงพนแลว ใหขบรถชดชองเดนรถดานซายทนท

การขบรถกรณมผขบรถขอแซงผานขนหนา ควรปฏบตดงน - เมอมรถคนอนจะขอแซงขนหนารถคนทเราขบอย เราควรขบรถชดทางดานซาย

- เมอเหนสญญาณขอแซง เราควร “ตอบรบ” ดวยการใชสญญาณไฟเลยวซาย และลดความเรวใหรถคน

หลงแซงขนไป

63

- ไมควรเรงความเรวตคกบรถทขอแซง เพราะอาจเกดอบตเหตได หรอเกดการทะเลาะววาทได

- เมอมรถแซงขนมาตคกบเรา แลวมรถวงสวนทางมา เราควรลดความเรว เพอเวนชองวางใหรถทตคกบ

เรามชองวางหลบเขามา เปนการแบงปนน าใจแกเพอนรวมทาง และปองกนอบตเหตอกดวย

การขบรถสวนทางกน ควรปฏบตดงน - ในทางเดนรถทวงสวนทางกนได หากมรถวงสวนทางมาตองลดความเรว ใชความเรวใหเหมาะสม ขบรถ

ชดทางซายใหมากทสด เพอไมใหเกดอบตเหตหรอการหวาดเสยว

- ไมใชไฟสงเปนอนขาด เพราะจะแยงตาผขบรถคนทสวนมา

9.1 มารยาทในการเลยวและเปลยนชองทางเดนรถ

เมอผขบขตองการเลยวรถ ควรปฏบตดงน - ผขบรถคนทตองการจะเลยวรถ ตองขบรถเขาไปในชองทางเดนรถในทศทางทประสงค จะเลยวเปน

ระยะทางทเหมาะสม พรอมใหสญญาณใหทราบวา ทศทางทจะเลยวไปทางใดลวงหนา ในระยะทเหมาะสม และ

ชะลอความเรวของรถลงเพอใหรถคนอนรตว

- การเลยวซายในทางรวมทางแยก แมวาจะมปาย “เลยวซายผานตลอด” หมายความวา เลยวได

ตอเมอเหนวาปลอดภย มารยาททตองค านงในกรณนคอ การใหรถอนไปกอน

- เมอเลยวรถเรยบรอยแลว ตองเปลยนสญญาณไฟใหกลบสปกต ไมลมเปดคางไว และใชความเรว

ของรถใหเหมาะสมกบรถทใชทางอยในทางเดนรถหรอชองเดนรถนน

เมอผขบขตองการเปลยนชองเดนรถ ควรปฏบตดงน - ผขบรถคนทตองการจะเปลยนชองเดนรถ ตองใหสญญาณไฟเลยวซายหรอขวา ตามแตกรณ

ลวงหนาในระยะทเหมาะสม (กอนเลยว 30 เมตร)

- ไมเปลยนชองเดนรถเขาไปในชองเดนรถทยงมรถอนเดนรถในชองเดนรถนน ใหเปลยนชองเดนรถ

ไดตอเมอเหนวาชองเดนรถนนวาง หรอเหนวาชองเดนรถนนปลอดภย

- เมอเหนวาปลอดภยแลวใหเปลยนชองเดนรถอยางระมดระวง แลวเปลยนสญญาณไฟกลบเปนปกต

- ใชความเรวใหสอดคลองกบรถทอยในชองการเดนรถ ไมใหรถทตามมาตองชะงกหรอเบรกเสย

จงหวะ

64

9.2 มารยาทในการใหสญญาณ

เมอผขบขตองการใหสญญาณแตร ควรปฏบตดงน - แตรรถมไวเพอใหเตอนหรอใหระมดระวงวาจะเกดอบตเหต ซงจะใชเสยงสน ๆ

- ไมใชสญญาณแตรเสยงยาว เพราะคลายกบเปนการต าหนผอน

- ไมใชสญญาณแตรในเขตชมชน โรงพยาบาล หรอเขตหามใชเสยง

- ไมใชสญญาณแตรขณะรถจอดอย เวนแตรถคนอนจะถอยมาชน

- ไมใชสญญาณแตรในลกษณะไลรถคนทขบขางหนา

- ใชสญญาณแตรเมอขบรถอยในทางโคงหกศอกหรอโคงทมองไมเหนรถสวนมา

- ใชสญญาณแตรเมอมมอบในซอยทมก าแพงทบบงอยหรอบรเวณทไมแนใจ เพอเตอนรถทสวนมา

- ใชสญญาณแตรเมอเมอมเหตฉกเฉน เชน รถของเราเบรกแตก ยางระเบด เพอใหรถคนอนรตว

และหลบหลก

- ใชสญญาณแตรเมอขอความชวยเหลอ

การเปดไฟสง ไมควรใชไฟสงในลกษณะไลรถคนหนาหรอแกลงใหรถคนทสวนมามองไมเหน เวนแตใชในกรณ ตอไปน

- ขบรถขามเนน ทางโคง เพอใหรถแลนสวนมารวามรถเราก าลงแลนสวนไป

- ใชเตอนขอทางกอนแซง

- ใชตรวจทางขางหนาใหแนใจวามลกษณะอยางไร มสงกดขวางหรอไม

- เมอมรถวงสวนมาเราตองเปลยนไฟหนารถเปนไฟต า

- ขณะขบรถในเวลากลางคน หากผขบรถคนทวงสวนทางกบเรากะพรบไฟสงใส แสดงวาเราก าลง

ขบรถโดยเปดไฟสงอย และแสงไฟนนไปรบกวนการมองเหนรถคนทสวนทางมา ใหรบเปลยนไฟหนารถเปนไฟต า

9.3 มารยาทในการขบรถในสภาวะตาง ๆ

มารยาทในการขบรถในสภาวะตาง ๆ กรณทมการขบรถตามปกต ควรปฏบตดงน - ควรขบชดทางเดนรถหรอชองเดนรถดานซายเสมอ โดยเฉพาะการขบรถชา เพราะเปนการกดขวาง

รถคนอน และไมขบครอมชองเดนรถ

- ไมใชสญญาณไฟสง จะแยงตารบกวนคนทขบรถคนขางหนา

- แตะเบรกเทาทจ าเปน เพอไมใหรถคนหลงตองชะงกตาม

65

- การเปลยนชองเดนรถ (เปลยนเลน) ตองใหสญญาณกอน

- ใหความสะดวกแกรถฉกเฉนตางๆ

- ไมขบจทาย ควรทงระยะหางจากคนหนาใหเหมาะสม

กรณขบรถผานทางขาม เขตชมชน หรอโรงเรยน ควรปฏบตดงน - ใหลดความเรว และใชความระมดระวงกวาปกต

- มน าใจใหคนเดนเทาในการขามถนน

- ไมแกแตรหรอกะพรบไฟในลกษณะไล หรอท าใหผอนตกใจ

กรณขบรถขณะฝนตกหรอลยน า ควรปฏบตดงน - ควรใชความเรวต า เพอไมใหน ากระเซนไปโดนคนเดนเทาหรอรถคนอน

- หลกเลยงผวถนนทมน าขง เพราะอาจท าใหเกดการแฉลบและน ากระเซน

- ไมเปดไฟกะพรบฉกเฉนขณะฝนตก เพราะจะท าใหคนขบรถคนทขบตามหลงเกดความร าคาญ เสย

สมาธ และเปนพฤตกรรมทไมถกกฎจราจรดวย

- เวนระยะหางจากรถคนหนาพอสมควร มากกวาการขบถนนแหงเปนระยะ 2 เทา เพราะเบรกอาจ

ลนกวาสภาพการณปกต เพอมใหรถคนขางหนาหวาดเสยวตองเรงความเรวหนไปอก

9.4 มารยาทในการเบรก หยดรถ และจอดรถ

เมอผขบขตองการหยดรถ ควรปฏบตดงน - ดกระจกมองหลงวามรถตามมาหรอไม

- ควรใหสญญาณลวงหนาในระยะทเหมาะสม ไมวาจะเปนสญญาณแตะไฟเบรกใหร หรอใหสญญาณ

ไฟเลยวซาย

- ลดความเรวลง โดยคอยๆ แตะเบรกในระยะทรถคนหลงมเวลาเบรกไดทน

- ตองไมหยดรถขวางทางเขา – ออก ขวางชองทาง”เลยวซายผานตลอด” ขวางเสนทแยงหามหยด”

หรอกดขวางการจราจร ถาจอดรถขวางรถคนอน ตองหาทางขยบรถเพอเปดทางใหคนอน

เมอผขบขตองการใชเบรก ควรปฏบตดงน

66

- ไมแตะเบรกโดยไมจ าเปน หรออยาแตะบอยจนเกนไป จะท าใหรถคนหลงทตามมาชะงก ร าคาญ

เพราะตองแตะเบรกตามโดยไมจ าเปนเชนกน

- ควรตรวจสอบไฟเบรกอยางสม าเสมอ

เมอตองการจอดรถ ควรปฏบตดงน - ไมจอดรถททหามจอด

- ควรจอดรถใหชดขอบทางใหมากทสด

- ไมจอดรถขวางทางเขา-ออก อาคารบานเรอนผอน หากจ าเปนตงลอใหตรง ไมดงเบรกมอ ปลดเกยร

วาง

- หากจอดรถเปนเวลานานควรดบเครองยนต

เมอตองการจอดรถทมชองจอดรถ ควรปฏบตดงน - ควรถอยหลงเขาจอด หนหนารถออกและจอดใหขนานและตรงชองจอด อยางจอดครอมชอง

จอด หรอชดเสนจนคนอนเขาจอดไมได - ควรดระยะหางระหวางคน เพอใหรถคนอนเขาจอดไดสะดวก เปดประตรถไดสะดวก - ไมควรจอดรถซอนคน แตถาหากจ าเปนตองจอดรถซอนกน จะตองตงลอใหตรง ไมดงเบรกมอ

หรอลอกเกยร เพอใหคนอนสามารถเลอนรถเราออกและใหรถคนทจอดดานในขบออกได เมอตองการจอดรถในบรเวณไมมชองจอดรถ ควรปฏบตดงน - ไมจอดกนพนท และตองกะระยะใหรถคนอนจอดไดมากคนทสด

- ไมควรจอดซอนคน แตถาจอดซอนคนจะตองไมลอกเบรกมอหรอเกยร

- ไมจอดในลกษณะกดขวางการจราจร หรอกดขวางรถผอน

- กรณรถจอดเสย ใหแสดงไฟฉกเฉนหรอปายสามเหลยม

- ไมควรจอดในพนทหามจอด

การจอดรถรอสญญาณไฟเขยว ไฟแดง ตองเวนระยะหางระหวางคนหนาพอสมควร

67

9.5 มารยาทในการขบรถโดยทวไป

การขบรถโดยปกตทวไป ควรปฏบตดงน - การขบรถเขาดานตรวจหรอจดตรวจคน หรอถกเรยกตรวจ ในเวลากลางวนใหหมนกระจกขางลง

หากเปนเวลากลางคนใหดบไฟหนารถและเปดไฟในรถ แสดงใบอนญาตขบรถ

- ไมควรถมน าลายลงบนถนน เพราะเปนการแพรเชอโรคท าใหบานเมองสกปรก

- ไมควรทงขยะลงบนถนน

- ใหทางแกรถคนอนกรณทรถของตนไปไมได

- มมารยาทในการตอแถว ไมเบยดแทรกรถคนอน เพราะอาจเกดอบตเหตและทะเลาะววาทได

กจกรรมการเรยนการสอน

ขนน าเขาสบทเรยน

1. น าเขาสบทเรยนเรองมารยาทในการขบรถยนตโดยใหผเรยนมสวนรวม

2. ทดสอบกอนเรยน

ขนการสอน 1. บรรยายประกอบสอภาพนงและภาพเคลอนไหวแบบสอสารสองทางดวยวธการสอนทหลากหลาย พรอม

ยกตวอยางประกอบ 2. นกเรยนซกถามปญหาขอสงสยและรวมกนอภปรายเสนอแนะเพอหาแนวทางในการเรยนรรวมกนอยางม

ประสทธภาพ 3. ท าแบบฝกหดและรวมกนเฉลย 4. ปฏบตตามใบงานท 13 5. ในระหวางเรยนและปฏบตตามใบงานมการประเมนคณธรรม จรยธรรม และคณลกษณะอนพง

ประสงค

ขนสรปและการประยกต 1. ครและนกเรยนรวมกนสรปเนอหาสาระ และผลการฝกปฏบต 2. ทดสอบหลงเรยน

68

สอการเรยนการสอน

1. หนงสอเรยนวชาการขบรถยนตของส านกพมพศนยหนงสอเมองไทย จ ากด 2. แบบทดสอบกอนเรยน/หลงเรยน 3. แบบประเมนคณธรรม จรยธรรม คานยม และคณลกษณะอนพงประสงค 4. รถยนตฝกหดขบ 5. สนามฝกหดขบและอปกรณ

การวดและประเมนผล 1 เครองมอวดผล

- แบบประเมนคณธรรม จรยธรรม คานยม และคณลกษณะอนพงประสงคของผเรยน - แบบทดสอบ - แบบประเมนใบงาน

2 เกณฑการประเมนผล คะแนนความรความเขาใจตามวตถประสงค รอยละ 50 ขนไป หมายถง ผาน ต ากวา รอยละ 50 หมายถง ไมผาน คะแนนพฤตกรรมการเรยนทฤษฎและปฏบต 3 หมายถง ด 2 หมายถง ปานกลาง 1 หมายถง ตองปรบปรง ความรความเขาใจตามวตถประสงคมคะแนนรวมรอยละ 50 ขนไป พฤตกรรมการเรยน และการปฏบตตามใบงานมคณภาพระดบ 2 ขนไป

69

เฉลยแบบฝกหดหนวยท 9 ขอ 1. การเคลอนรถออกจากทจอด ผขบขจะตองใหสญญาณกอนเคลอนรถออกจากทจอดทกครง มองดกระจกหลงหรอกระจกขาง เมอเหนวาปลอดภยจงเลอนรถออกจากทจอดรถ ควรเหยยบคนเรงดวยความนมนวล ไมออกรถแบบกระชาก หรอออกรถไปในทองถนนเปนเหตใหผขบขอนตองหกหลบหรอเบรกรถอยางกะทนหน ขอ 2. เมอผขบขตองการเปลยนชองเดนรถ ควรปฏบตดงน

- ผขบรถคนทตองการจะเปลยนชองเดนรถ ตองใหสญญาณไฟเลยวซายหรอขวา ตามแตกรณลวงหนาใน

ระยะทเหมาะสม (กอนเลยว 30 เมตร)

- ไมเปลยนชองเดนรถเขาไปในชองเดนรถทยงมรถอนเดนรถในชองเดนรถนน ใหเปลยนชองเดนรถได

ตอเมอเหนวาชองเดนรถนนวาง หรอเหนวาชองเดนรถนนปลอดภย

ขอ 3. เมอผขบขตองการใชเบรก ควรปฏบตดงน

- ไมแตะเบรกโดยไมจ าเปน หรออยาแตะบอยจนเกนไป จะท าใหรถคนหลงทตามมาชะงก ร าคาญ

เพราะตองแตะเบรกตามโดยไมจ าเปนเชนกน

- ควรตรวจสอบไฟเบรกอยางสม าเสมอ

ขอ 4. เมอผขบขตองการใหสญญาณแตร ควรปฏบตดงน

- แตรรถมไวเพอใหเตอนหรอใหระมดระวงวาจะเกดอบตเหต ซงจะใชเสยงสน ๆ

- ไมใชสญญาณแตรเสยงยาว เพราะคลายกบเปนการต าหนผอน

- ไมใชสญญาณแตรในเขตชมชน โรงพยาบาล หรอเขตหามใชเสยง

- ไมใชสญญาณแตรขณะรถจอดอย เวนแตรถคนอนจะถอยมาชน

ขอ 5. ในกรณทเราขบรถผดมารยาท ผดกฎจราจร หรอกระท าการใด ๆ ทกอใหเกดความเดอดรอนแกผอน เราตองไมเพกเฉยทจะแสดงการขอโทษดวยการยกมอขวาขนระดบคว พรอมโคงศรษะ หรออาการอนๆ ทสอวาเรารตววาเราผดและขอโทษ การแบงปนน าใจเปนสงทจ าเปนอยางยงในขณะขบรถบนทองถนน เพราะนอกจากท าใหการ เดนทางเปนไปอยางราบรนแลว ยงท าใหผทขบรถอยางมน าใจรสกสบายใจ ไมรสกเครยดกบการเดนทาง และ

การแสดงความขอบคณ เปนมารยาททจ าเปนตองใชใหเคยชนจนตดเปนนสย ในกรณทเราไดรบการปฏบตหรอ

ไดรบน าใจทดจากผรวมใชทาง

เฉลยแบบทดสอบหนวยท 9 ขอ 1. ง ขอ 2. ค ขอ 3. ข ขอ 4. ง ขอ 5. ก ขอ 6. ค ขอ 7. ก ขอ 8. ก ขอ 9. ค ขอ 10. ก

70

แผนการจดการเรยนร หนวยท 10

ชอวชา การขบรถยนต สอนครงท 17

ชอหนวย การบ ารงรกษารถยนต ชวโมงรวม 4 ชวโมง

แนวคดส าคญ (Main Idea) กอนทจะท าการตดเครองยนตและการน ารถยนตไปใชงานในแตละวนนน ผขบขควรจะท าการ

ตรวจสอบหรอบ ารงรกษารถยนตตรงสวนทมความส าคญ เพอใหเกดความปลอดภยในการใชรถยนต ซงระบบตาง ๆ ทเราควรจะท าการตรวจสอบ คอระบบระบายความรอน ระบบหลอลน เปนตน ระบบตาง ๆ เหลานเปนระบบทมความส าคญอยางมาก เนองจากถามปญหาเกดขนหรอเกดขอขดของเกยวกบระบบตาง ๆ เหลาน เครองยนตจะไมสามารถใชงานไดตามปกต หรอประสทธภาพในการใชงานลดลง หวขอเรอง (Topics)

10.1 การบ ารงรกษาประจ าวน

10.2 การบ ารงรกษาตามระยะก าหนด

10.3 การบ ารงรกษาทวไป

จดประสงคเชงพฤตกรรม (Behavioral Objective) 1. อธบายเกยวกบการบ ารงรกษารถยนตได 2. มกจนสยในการขบรถยนตมมารยาทในการขบรถยนตและค านงถงกฎจราจรสภาพแวดลอม

สมรรถนะยอย (Elememt of Competency) 1. แสดงความรเกยวกบการบ ารงรกษารถยนต 2. ปฏบตการบ ารงรกษารถยนต

กจกรรมการเรยนการสอน ขนน าเขาสบทเรยน

1. น าเขาสบทเรยนเรองการบ ารงรกษารถยนตโดยใหผเรยนมสวนรวม

2. ทดสอบกอนเรยน การบรณาการกบปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง

หลกความพอประมาณ 1. ผเรยนใชเวลาในการเตรยมอปกรณ และรถยนตฝกหดขบ ไดอยางเหมาะสม 2. ผเรยนจดสรรเวลาในการฝกปฏบตตามใบงานไดอยางเหมาะสม 3. ผเรยนรจกใชและจดการวสดอปกรณตางๆอยางประหยดและคมคา 4. ผเรยนปฏบตตนเปนผน าและผตามทด

71

หลกความมเหตผล 1. ผเรยนเหนคณคาของวสด อปกรณ และรถยนตฝกหดขบเพอใชในการเรยน 2. ตระหนกในความส าคญของการฝกปฏบตอยางถกวธ 3. น าเสนอวธการในการแกปญหาไดอยางถกตอง มเหตผล และสามารถน าไปปฏบตในชวตประจ าวนได 4. แสดงความคดอยางมเหตผล 5. ซกถามในสงทสงสย และทกทวงในสงทไมถกตองอยางถกกาลเทศะ 6. ยอมรบฟงความคดเหนของผอน 7. มการคดวเคราะหอยางเปนระบบ

หลกความมภมคมกน 1. ผเรยนมความรในเรองทเรยน และสามารถถายทอดความรใหผอนมความรไดอยางมประสทธภาพ 2. ผเรยนมทกษะในเรองทฝกปฏบตและสามารถถายทอดใหผอนไดอยางมประสทธภาพ 3. ผเรยนสามารถใชงานอปกรณและรถยนตไดอยางปลอดภย 4. ปฏบตตามกฎระเบยบของสถานศกษา 5. มการเตรยมความพรอมในการเรยนภาคทฤษฎและปฏบต 6. แกปญหาเฉพาะหนาไดดวยตนเองอยางเปนเหตเปนผล 7. มความสามารถในการควบคมอารมณและการแสดงออกของตนเองในสถานการณตาง

เงอนไขความร

1. ผเรยนไดใชกระบวนการคดในเรยนร การเตรยมอปกรณ รถยนตฝกหดขบและการฝกปฏบต

2. ผเรยนมความรและความเขาใจในการเรยนรและฝกปฏบตตามวตถประสงคทก าหนด

3. ผเรยนปฏบตงานดวยความละเอยดรอบคอบ

4. ผเรยนมความร ความเขาใจเกยวกบหลกปรชญาของเศรษฐกจพอเพยง เงอนไขคณธรรม 1. ผเรยนใชวสดอปกรณอยางเหนคณคา ประหยด 2. ผเรยนเตรยมวสด อปกรณ รถยนตฝกหดขบ เสรจตามเวลาทก าหนด 3. ผเรยนมความพยายามและกระตอรอรนในการเรยนและฝกปฏบต 4. ผเรยนใหความรวมมอกบการท ากจกรรมของสวนรวม มจตอาสาในการชวยเหลอผอน

72

เนอหาสาระ

10.1 การบ ารงรกษาประจ าวน 10.1..1 การตรวจเชกและการเตมน ามนเครอง

ดงเหลกวดน ามนเครองออกมาเชดดวยผาสะอาดแลวใสเหลกวดกลบเขาไปใหมใหสดดงเหลกวดขนมาตรวจดระดบน ามน ซงควรจะอยในระดบชวงขดของเหลกวด หากพบวาระดบน ามนเครองต ากวาขดทก าหนด ใหเปดฝาเตมน ามนเครองซงอยบนฝาครอบวาลว เตมน ามนเครองเขาไปเพอใหระดบน ามนขนถงชวงขดทก าหนด ควรใชเฉพาะน ามนทก าหนดไวเทานน 10.1.2 การตรวจเชกระดบน าหลอเยน

โดยทวไปถงพกน าหลอเยนจะตดตงอยในหองเครองยนต เมอเครองยนตเยนระดบน าหลอเยนในถงพกควรอยในระหวาง “LOW” และ “FULL” การเตมน าหมอน าโดยปกตระบบน าหลอเยนเปนระบบปด จะไมมการสญเสยในสวนของน าหมอน า ถาน าหมอน าลดลงนน อาจเกดจากการรวขนทระบบตองท าการตรวจเชก ถาระดบน าต ากวา “LOW” ในสวนของถงพกหมอน าใหท าการเตมน าหมอน าทถงพก ดงนน ถาถงพกน าระดบน าแหงใหท าการเปดฝาหมอน า และท าการเตมน าหมอน าจนกระทงถงคอหมอน า

10.1.3 น ายาหลอเยนหมอน า ในน าหลอเยนของเครองยนตมสวนผสมของสารเอทลนไกลคอล และสารปองกนการกดกรอน ซงม

คณสมบตในการปองกนการกดกรอนชนสวนของระบบน าหลอเยน น ายาหลอเยนหมอน าสามารถปองกนการกดกรอนและการเกดสนมกบชนสวนทเปนโลหะและอลมเนยมผสม เชน ฝาสบ ปมน า เปนตน และปองกนการเกดตะกรนในหมอน าอนเปนสาเหตใหมการอดตนในชองทางน าหลอเยนและระบบหลอเยน โดยใชสดสวนความเขมขนของน ายาหลอเยนหมอน ากบน าตามบรษทผผลตก าหนด 10.1.4 น ามนเกยรอตโนมต

น ามนเกยรอตโนมต ถอเปนสงส าคญตอการท างานของเกยรอตโนมต ถาน ามนเกยรมไมเพยงพอหรอมมากเกนไปจะเปนเหตผลหนงท าใหเกยรเกดความเสยหายขนได ดงนนควรท าการตรวจเชกระดบน ามนเกยร โดยใชเหลกวดทอยทฝาปดทเตมน ามนเกยร

10.1.5 ระดบน าฉดลางกระจก ท าการตรวจเชกทลกลอย (A) ใหอยระหวาง “FULL” และ “EMPTY” ในทอเตมน า ถาระดบน าอยต ากวาใหท าการเตมน าใหอยในระดบทก าหนด

10.1.6 น ามนเบรกและน ามนคลตช การตรวจเชกระดบน ามนเบรกในกระปกน ามนเบรก ควรอยระหวางขด “MAX” และ “MIN” บน

กระปกน ามนเบรก ระดบน ามนเบรกจะลดลงทละนอยๆ ตามสภาพการสกของผาเบรก ซงไมถอวาเปนการผดปกตแตถาระดบน ามนเบรกลดลงอยางรวดเรวผดปกต แสดงวามการรวในอปกรณระบบเบรก น ามนเบรกเปนแบบไฮโกรสโคฟค (Hygroscopic) ถามความชนในน ามนเบรกมากเกนไปจะมผลเสยตออปกรณของระบบเบรก และท าใหประสทธภาพการท างานของเบรกลดนอยลง กระปกน ามนเบรกมฝาปดแบบพเศษเพอปองกนมใหอากาศเขา จงไมควรเปดทงไวอยางเดดขาดและภายในรถจะมสญญาณไฟเตอนน ามนเบรกพรอง

73

10.1.7 น ามนพวงมาลยเพาเวอร ควรตรวจเชกระดบน ามนเพาเวอรในกระปกน ามน ขณะท

เครองยนตตดอยในรอบเดนเบา โดยหมนเปดฝากระปกน ามนพวงมาลยเพาเวอรโดยเหลกวดระดบน ามนจะตดอยดานลางของฝาปด ระดบน ามนจะตองอยระหวางขด “MAX” และ “MIN” ของเหลกวด

10.1.8 แบตเตอร แบตเตอรมความส าคญมากในการชวยใหการสตารตเครอง และเกบกระแสไฟส าหรบใชอปกรณไฟฟา

ในรถ ตรวจเชกระดบน ากรดในแบตเตอรใหอยพอดระหวางขดบน (UPPER) และขดลาง (LOWER) โดยบอกไวทดานขางแบตเตอร หากพบวาระดบน ากรดต าเกนไปใหเตมน ากลนจนไดระดบพอดและอยาเตมน ากลนจนลนหรอเกนขดบน (UPPER) เพราะในขณะใชงานน ากลนอาจจะลนออกมาได ควรตรวจเชกระดบน ากลนแบตเตอรอยางนอยเดอนละครง ตามสภาพการใชงาน สวนแบตเตอรทไมไดใชงาน ควรตรวจเชกระดบน ากลนและชารจไฟดวย

10.2 การบ ารงรกษาตามระยะก าหนด 10.2.1 ไสกรองอากาศ

การท าความสะอาดไสกรองอากาศ โดยเลอกใชวธทเหมาะสมดงตอไปน - เมอไสกรองอากาศมฝนแหงเกาะ ท าความสะอาดไสกรองอากาศโดยใชลม(ตวอยางความดน

ลม ไมเกน 7 กโลกรมตอตารางเซนตเมตร ) เปาจากดานในไสกรองออกมา พรอมทงหมนไสกรองไปดวจนกวา

จะท าความสะอาดไดทวทงลก อยาใชลมเปาทครบดานนอกของไสกรอง เพราะลมจะดนฝนละอองเขาไปอยท

ผวดานในซงตองการความสะอาดอยเสมอ

การท าความสะอาดเสอหมอกรองอากาศ เชดท าความสะอาดภายในเสอและบรเวณขอบหมอกรองอากาศ 10.2.2 ไสกรองน ามนเครอง การเปลยนไสกรองน ามนเครองมขนตอนดงน

- ถายน ามนเครองออกจากหมอกรอง โดยการคลายสกร ถายออกมาประมาณ 15 มม. (1.5 ซม.) เพอใหน ามนเครองภายในหมอกรองไหลลงสอางน ามนเครอง

- . ถอดไสกรองน ามนเครอง โดยการใชประแจหมอกรองจบหมนไปทางซายมอ - ใชผาสะอาดเชดหนาสมผส เพอใหไสกรองน ามนเครองลกใหมสมผสไดสนท

- ทาน ามนเครองบาง ๆ ทโอรง แลวใชมอเปลาหมนไสกรองน ามนเครองเขาเกลยวจนกระทง

แตะกบหนาส าผส หลงจากนน ใหใชประแจหมอกรองจบขนเขาไปอก 14

1 รอบ

10.2.3 ไสกรองน ามนเชอเพลง การเปลยนไสกรองน ามนเชอเพลง(เครองยนตดเซล)ดงน - ถอดไสกรองน ามนเชอเพลง โดยการใชประแจหมอกรองจบหมนไปทางซายมอ - ใชผาสะอาดเชดหนาสมผสทฝาหมอกรอง เพอใหไสกรองน ามนเชอเพลงลกใหมสมผสไดสนท

- เตมน ามนดเซลทสะอาดใหเตมเสอไสกรองน ามนเชอเพลง, ทาน ามนเครองบาง ๆ ทโอ-รง และใชมอเปลาหมนไสกรองน ามนเชอเพลงเขาเกลยวจนกระทงโอ-รง สมผสกบฝาหมอกรอง หลงจากนนใหใช

ประแจหมอกรองจบขนเขาไปอก 3

1 -3

2 รอบ

74

10.2.4 ไลลมออกจากระบบน ามนเชอเพลง(เครองยนตดเซล) โดยการขยบแกนปมมอ (บน

หมอแยกน า) ขน-ลงหลาย ๆ ครง 10.2.5 เปลยนถายน าหลอเยนเครองยนต อยางนอยปละ 1 ครง ถายน าออกจากระบบหลอ

เยนโดยการเปดกอกน าใตหมอน าและขางเสอสบ น าทใชในระบบหลอเยนเครองยนตควรเปนน าออนทสะอาด เชน น าฝนหรอน าประปา

10.2.6 การตรวจเชกระยะฟรขาเหยยบคลตชโดยการกดขาเหยยบคลตชดวยมอจนกระทงรสกมแรงตาน จากนนใหตรวจเชกระยะดวยคามาตรฐาน (เชน A.- ระยะฟรขาคลตช 4-13 มม.) ถาระยะฟรขาเหยยบคลตชไมอยในคามาตรฐาน ใหท าการปรบตงใหมกอนการใชงาน

10.2.7 การตรวจสภาพยางและการสลบยาง

ตรวจเชกการแตกราวและการฉกขาดหรอ อนๆ ถามการตรวจพบปญหาดงกลาว ใหท าการเปลยนยางใหมพรอมกบตรวจเชกการทมต าของวตถทยางเสนอนดวย ในการใชยางทสกนน สามารถท าใหเกดอนตรายไดทกเวลา เพราะโอกาสลนไถลบนพนถนนทแหงและเปยกไดในขณะขบ หรอเบรกควรเชกความหนา ของดอกยางไมควรต ากวา 1.6 มม. ทกๆ สวนของดอกยาง จดในการตรวจเชกการสกหรอของดอกยางนนอย 6 จด ซงหากพบวา คาของการสกหรอของดอกยางนอยกวาทก าหนดไว ควรเปลยนยางใหมตรวจเชกการขนของนอตลอตามคาแรงขนทกตวของทกลอ

10.2.8 การตรวจเชกระยะดงของเบรกมอ ดงเบรกมอขนใหสดขณะดงจะไดยนเสยงดง “คลก” ซงจ านวนฟนของคนเบรกมอสามารถเชกไดจากเสยงของรองฟนน เสยงดงหนงครงเทากบหนงฟน ดงคนเบรกมอขนใหสด เพอเชกจ านวนฟนทตวเลอก ของคนเบรกมอรองของมอจะตองใหไดตามทก าหนดไว ตวอยาง A.- ระยะดงคนเบรกมอ = 5-7 คลก (ใชแรงดงประมาณ 200 นวตน) หากระยะดงของคนเบรกมอไมอยในคามาตรฐานทก าหนดควรน าเขารบบรการปรบตง รถทไมไดรบการปรบตงระยะเบรกมอ อาจสงผลใหเกดอนตรายไดในขณะขบข

10.2.9 ใบปดน าฝน ถาพบวากระจกหนามฝนละออกจบอยมาก ควรฉดน าลางกระจกกนทจะใชงานปดน าฝน เพราะมฉะนนแจท าใหกระจกหนาเปนรอยได

10.2.10 ความถางจ าเพาะของน ากรดแบตเตอร ถาไฮโดรมเตอรอานคาความถวงจ าเพาะของน ากรดแบตเตอรไดเทากบ 1.28 ทอณหภมมาตรฐาน 20 OC (68 OF) แสดงวาแบตเตอรไดรบไฟชารจเตมท 10.2.11 การท าความสะอาดแบตเตอร ถาขวแบตเตอรสกปรกหรอเปนขเกลอ ใหถอดหววาย

แบตเตอรออกแลวลางนวสายและขวแบตเตอรดวยน าอนเชดใหแหง ทางหวสายและขวแบตเตอรดวยจารบหรอ

น ามนวาสลนแลวขนนอตหวสายแบตเตอรใหแนน ควรรกษาสวนบนของแบตเตอรใหสะอาดและตรวจดวา

ระบายทฝาจกตองไมมการอดตน

75

10.3 การบ ารงรกษาทวไป

10.3.1 การตรวจเชกการรวของเชอเพลง น าหมอน า น ามนเครองและแกสไอเสย ใหตรวจดใต

ทองรถ เพอตรวจเชกการรวหยดของน ามนเชอเพลง น าหมอน า น ามนเครองและแกสไอเสย ถาตรวจพบรอยรว

ของน ามนเชอเพลงหามตดเครองยนตและรบท าการซอมแซม

10.3.2 การตรวจเชกการท างานของหลอดไฟภายนอกและภายในรถ ใหตรวจเชกโดยเปดสวตชไฟใหญและสวตชไฟตางไฟๆ วาท างานเปนปกตหรอไม หากพบวาเมอเปดสวตชไฟแลว ไฟไมตดอาจมสาเหตมาจากฟวสขาด หลอดไฟขาด ดงนน ควรตรวจเชกฟวสเปนอนดบแรก วาขาดหรอไม จากนนใหตรวจเชกหลอดไฟ และถาหากตรวจดแลววาฟวสและหลอดไฟเปนปกตแตไฟไมตดตองน ารถเขาตรวจเชก 10.3.3 การตรวจเชกการท างานมาตรวด เกจวด และไฟเตอนตางๆ ตดเครองยนตเพอตรวจเชกการท างานของมาตรวด เกจวด และไฟเตอนตางๆ วาท างานเปนปกตหรอไม หากพบวามสงผดปกตตองท าการซอมแซม

10.3.4 การหลอลนบานพบและสลกกลอนประต ใหตรวจเชกบานพบและสลกกลอนประตทงหมด หากจ าเปนตองการท าการหลอลน ควารท าความสะอาดเสยกอน แลวจงใชจารบชนดเอนกประสงคทาในสวนทตองการพอประมาณ

10.3.5 การเปลยนฟวส ตวอยางขนตอนการเปลยนฟวส มดงน

10.3.5.1 กอนการเปลยนฟวสทกครง ควรบดสวทชกญแจในต าแหนง “LOCK”

10.3.5.2 เปดกลองฟวส

10.3.5.3 ดงกลองฟวสเขาหาตวและยกขน เมอท าการถอด

10.3.5.4 ถอดตวดงฟวส (B) จากฝากลอง (A)

10.3.5.5 ท าการเชกฟวส แลวทดสอบใชงานไดหรอไม ถาระบบใดไมท างานแต

ฟวสปกตนนแสดงวา อาจเกดจากอปกรณหรอสงอนทเสยหาย ควรน ารถเขาตรวจเชก

10.3.5.6 สอดฟวสตวใหมทมคาความจของฟวสทเหมอนกนเขาในชองใสฟวส หาก

ฟวสใหมทเปลยนไปใชไดไมนานแลว ขาดอกควรรบน ารถตรวจเชกหาสาเหต ซงอาจเกดการลดวงจรในระบบ

และไมควรใชฟวสทมขนาดคาความจมากกวาทก าหนดให เพราะอาจท าใหสายไฟรอนจดและเกดไฟไหมได

10.3.6 การเปลยนหลอดไฟ กอนทจะท าการเปลยนหลอดไฟ ควรปดไฟกอน เพอความปลดภยไมสควรใชมอเปลาจบทตวหลอด เพราะคราบเหงอหรอคราบน ามนทมอจะตดทตวหลอดไฟ ดงนน เมอหลอดไฟรอนกจะระเหยเปนไอ ท าใหเกดเงาโคมไฟและท าใหกระจกโคมไฟพลามนไมสวาง

10.3.7 ตวอยางสญลกษณของระบบไฟฟารถยนต

76

กจกรรมการเรยนการสอน

ขนน าเขาสบทเรยน

1. น าเขาสบทเรยนเรองมารยาทในการขบรถยนตโดยใหผเรยนมสวนรวม

2. ทดสอบกอนเรยน

ขนการสอน 1. บรรยายประกอบสอภาพนงและภาพเคลอนไหวแบบสอสารสองทางดวยวธการสอนทหลากหลาย

พรอมยกตวอยางประกอบ 2. นกเรยนซกถามปญหาขอสงสยและรวมกนอภปรายเสนอแนะเพอหาแนวทางในการเรยนรรวมกนอยาง

มประสทธภาพ 3. ท าแบบฝกหดและรวมกนเฉลย 4. ปฏบตตามใบงานท 14 5. ในระหวางเรยนและปฏบตตามใบงานมการประเมนคณธรรม จรยธรรม และคณลกษณะอนพง

ประสงค ขนสรปและการประยกต 1. ครและนกเรยนรวมกนสรปเนอหาสาระ และผลการฝกปฏบต 2. ทดสอบหลงเรยน

สอการเรยนการสอน

1. หนงสอเรยนวชาการขบรถยนตของส านกพมพศนยหนงสอเมองไทย จ ากด 2. แบบทดสอบกอนเรยน/หลงเรยน 3. แบบประเมนคณธรรม จรยธรรม คานยม และคณลกษณะอนพงประสงค 4. รถยนตฝกหดขบ 5. สนามฝกหดขบและอปกรณ

การวดและประเมนผล 1 เครองมอวดผล

- แบบประเมนคณธรรม จรยธรรม คานยม และคณลกษณะอนพงประสงคของผเรยน - แบบทดสอบ - แบบประเมนใบงาน

77

บนทกหลงการสอน สรปผลการจดการเรยนร .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. ปญหาทพบในกระบวนการจดการเรยนร .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. แนวทางแกปญหาการเรยนรภาคทฤษฎ .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .แนวทางแกปญหาการเรยนรภาคปฏบต .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................................

78

เฉลยแบบฝกหดหนวยท 10 ขอ 1. การตรวจสอบหรอบ ารงรกษารถยนตตรงสวนทมความส าคญ เพอใหเกดความปลอดภยในการใชรถยนต ซงระบบตาง ๆ ทเราควรจะท าการตรวจสอบ คอระบบระบายความรอน ระบบหลอลน เปนตน ระบบตาง ๆ เหลานเปนระบบทมความส าคญอยางมาก เนองจากถามปญหาเกดขนหรอเกดขอขดของเกยวกบระบบตาง ๆ เหลาน เครองยนตจะไมสามารถใชงานไดตามปกต หรอประสทธภาพในการใชงานลดลง ขอ 2. การบ ารงรกษาประจ าวน ประกอบดวย

1. การตรวจเชกและการเตมน ามนเครอง 2. การตรวจเชกระดบน าหลอเยน 3. น ายาหลอเยนหมอน า 4. น ามนเกยรอตโนมต 5. ระดบน าฉดลางกระจก 6. น ามนเบรกและน ามนคลตช 7. น ามนพวงมาลยเพาเวอร 8. แบตเตอร

ขอ 3. ขนตอนการตรวจเชกระดบน ามนเกยรอตโนมต

1. ตรวจเชกระดบน ามนภายหลงจากการขบอนน ามนเกยรใหอณหภมท างาน

2. จอดรถในต าแหนงพนทราบเรยบ

3. ตดเครองยนตทรอบเดนเบา เหยยบเบรกใหสดพรอมกบเลอนต าแหนงเกยรทกเกยรไปมาจาก “P”

(PARK) หรอ “L” (LOW) หยดชวขณะทกๆ ต าแหนง

4. เลอนมาสนสดทต าแหนงเกยร “P”

5. ดงเหลกวดขนมาพรอมกบเชดใหแหง

6. สอดเหลกวดเขาไปทเดม

7. ดงเหลกวดขนและดระดบน ามนทเหลกวด ระดบน ามนตองอยในระดบ

ขอ 4. การบ ารงรกษาตามระยะก าหนดประกอบดวย 1. ไสกรองอากาศ 2. ไสกรองน ามนเครอง

79

3. ไสกรองน ามนเชอเพลง 4. ไลลมออกจากระบบน ามนเชอเพลง(เครองยนตดเซล) 5. เปลยนถายน าหลอเยนเครองยนต อยางนอยปละ 1 ครง 6. การปรบแตงระยะหางของลน(ยกเวนเครองยนตทใชวาลวไฮดรอลกส) 7. การตรวจเชกระยะฟรขาเหยยบคลตช 8. การตรวจสภาพยางและการสลบยาง 9. การตรวจเชกระยะดงของเบรกมอ 10. ใบปดน าฝน 11. ความถางจ าเพาะของน ากรดแบตเตอร 12. การท าความสะอาดแบตเตอร

ขอ 5. ขนตอนการเปลยนฟวส มดงน

1. กอนการเปลยนฟวสทกครง ควรบดสวทชกญแจในต าแหนง “LOCK”

2. เปดกลองฟวส

3. ถอดฟวสออกจากแผงฟวส

4. ท าการตรวจเชกวาใชงานไดหรอไม ถาขาดหรอช ารดตองเปลยนใหม

5. สอดฟวสตวใหมทมคาความจของฟวสทเหมอนกนเขาในชองใสฟวส หากฟวสใหมทเปลยนไปใชไดไม

นานแลวขาดอกควรรบน ารถตรวจเชกหาสาเหต ซงอาจเกดการลดวงจรในระบบ

เฉลยแบบทดสอบหนวยท 10 ขอ 1. ก ขอ 2. ค ขอ 3. ง ขอ 4. ก ขอ 5. ก ขอ 6. ข ขอ 7. ง ขอ 8. ก ขอ 9. ค ขอ 10. ง

80

แบบประเมนผลการฝกปฏบต หนวยท............ ชอหนวย.................................................................................................................................... ใบงานท.............. เรอง.........................................................................วนท.........เดอน...................พ.ศ............ ชอ-สกล....................................................................รหส................................ระดบชน.....................กลม........

รายการประเมน ผลการประเมน

หมายเหต คะแนนเตม คะแนนทได

1. ความปลอดภยในการขบรถยนต 10 2. การเตรยมอปกรณ รถยนต 10 3. ความถกตองในการใชอปกรณ รถยนต 10 4. ปฏบตถกตองตามขนตอน 10 5. ปฏบตเสรจตามระยะเวลาก าหนด 10 6. ความส าเรจในการปฏบต 10 7. คณภาพของการฝกปฏบต 10 8. การรกษาความสะอาด 10 9. การบ ารงรกษาเครองมอ อปกรณ รถยนต 10 10. ความรวมมอกบผอนเพอผลการฝกปฏบตทด 10

รวม ขอเสนอแนะ............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................ ลงชอ................................................................................. (..........................................................................................) ผประเมน .........../............/.............