sungvean1.files.wordpress.com · Web view4. การทดสอบแป งจะใช...

Post on 06-Mar-2020

4 views 0 download

transcript

แผนการจดการเรยนรท 5รายวชา วทยาศาสตรพนฐาน

กลมสาระวทยาศาสตรชน มธยมศกษาปท 1 หนวยการเรยนรท 1

เรอง การสรางอาหารของพช เวลาเรยน 5 คาบ

………………………………………………………………………………………………..…………….…สาระท 1 สงมชวตกบการดำารงชวต มาตรฐานชวงชน ว .1.1

เขาใจหนวยพนฐานของชวต ความสมพนธของโครงสรางและหนาทของระบบตางๆของสงมชวตททำางานสมพนธกน มกระบวนการสบเสาะหาความร สอสารสงทเรยนร และนำาความรไปใชในการดำารงชวตของตนเองและดแลสงมชวตผลการเรยนรทคาดหวง

1. ทดลอง สบคนและอธบายปจจยบางประการทจำาเปนในการสงเคราะหดวยแสง ไดแก แสง คลอโรฟลล คารบอนไดออกไซด และผลทไดจากการสงเคราะหดวยแสง

2. สบคนและอธบายความสำาคญของกระบวนการสงเคราะหดวยแสงทมตอสงมชวตและสงแวดลอมจดประสงคนำาทาง

1. ทดลอง อธบาย เกยวกบความสำาคญของคลอโรฟลล แสง คารบอนไดออกไซด ทมตอการสงเคราะหแสงได

2. อภปรายและสรปปจจยสำาคญทใชในกระบวนการสงเคราะหดวยแสงได

3. บอกถงผลผลตทไดจากกระบวนการสงเคราะหดวยแสงของพชไดถกตอง

4. สบคนขอมล เพออธบายกระบวนการสงเคราะหดวยแสงของพช ผลผลตทไดจากกระบวนการสงเคราะหดวยแสงและความสำาคญของกระบวนการสงเคราะหดวยแสงตอสงมชวตและสงแวดลอมได

สาระการเรยนร1. พชสรางอาหาร เรยกวา การสงเคราะหดวยแสง2. ปจจยทพชตองใชในการสงเคราะหแสง ไดแก นำา

คารบอนไดออกไซด แสงแดด คลอโรฟลล 3. อาหารทไดจากการสงเคราะหแสงของพช คอ นำาตาล ซงจะเปลยน

เปนแปงในทนท 4. ผลทไดจากการสงเคราะหดวยแสง นอกจากจะไดแปงแลวยงได

กาซออกซเจน และนำา 5. ในการดำารงชวตของพชตองอาศย นำา อากาศ แรธาต ซงแรธาต

แตละชนดมความสำาคญตอพชตางๆ กน ถาพชขาดแรธาตชนดใดชนดหนง อาจทำาใหพชมลกษณะผดปกตไดกระบวนการการจดการเรยนร

ใชกระบวนการสบเสาะหาความร 1. ขนสรางความสนใจ

1.1. ครแจงสาระการเรยนร ผลการเรยนรทคาดหวง จดประสงคการเรยนร/แนวปฏบต

ในการเรยน เกณฑการผานและวธการซอมเสรมเมอนกเรยนไมผานเกณฑ1.2. นกเรยนแบงกลม ๆ ละ 4 – 5 คน ศกษาตวอยางใบไมสตาง ๆ

เชน สแดง สเขยว สเหลอง สมวง จากนนขยใบไมลงบนกระดาษสขาว 3 – 4 ใบ สงเกตสงทตดอยบนกระดาษสขาว รวมกนอภปรายในประเดนดงน

- ใบไมสวนใหญมกมสอะไร- ทำาไมใบไมสวนใหญจงมสเขยว- สเขยวทพบในใบพชเรยกวาอะไร- ใบไมสแดง สเหลอง สมวง มคลอโรฟลลหรอไม

1.3 ครและนกเรยนรวมกนอภปรายสรปใหเหนวา ใบไมมสเขยว เพราะมสารสเขยว

อยในใบไม สารสเขยวในใบไม เรยกวา คลอโรฟลล ในใบไมทมสตาง ๆ กนกจะมสเขยวของพชทเรยกวา คลอโรฟลลปนอยดวยเสมอ

1.4 ครอธบายขอแตกตาง และความสมพนธระหวางคลอโรพลาสตกบคลอโรฟลล

1.5 ครตงคำาถามใหนกเรยนคดเพอตงสมมตฐาน- คลอโรฟลล มความสำาคญตอพชอยางไร ( ชวยในการ

สงเคราะหแสง )- เมอพชสงเคราะหแสงแลว ไดอาหาร คออะไร

1.6. นกเรยนทำาแบบทดสอบกอนเรยน

2. ขนสำารวจและคนหา2.1. นกเรยนตรวจสอบสมมตฐานโดยการทดลอง ซงตองศกษาวธ

การทดลองจากใบงานท 5.1 เรองปจจยในการสงเคราะหแสง ตอน 1 เรองคลอโรฟลลกบการสรางอาหารของพช ตอน 2 เรอง แสงกบการสรางอาหารของพชตอน 3 เรอง คารบอนไดออกไซดกบการสรางอาหารของ

พช2.2. ครสมเลอกตวแทนกลม 2 กลม อธบายวธการทดลอง 2.3. ครยำาเตอนนกเรยนในเรองตอไปน

- ใหระมดระวงการใชสารละลายไอโอดนอยาใหโดนผวหนง- การวาดภาพใบชบาดาง ใหวาดโดยแสดงทงสวนทเปนส

เขยวและสขาว2.4. นกเรยนลงมอปฏบตการทดลองตามขนตอนโดยใช

กระบวนการทางวทยาศาสตร จากนนบนทกผลการทดลอง และตอบคำาถามทายการทดลอง

2.5. ครคอยใหคำาแนะนำาอยางใกลชด3. ขนอธบายและลงขอสรป

3.1. ตวแทนกลมออกมารายงานผลการทดลองหนาชนเรยน3.2. ครใชผลการทดลอง และคำาถามทายการทดลอง เปนแนวทาง

เพอนำาไปสขอสรปเร อง ปจจยในการสรางอาหารของพชทงหมด ซงไดแก คลอโรฟลล แสง นำา และกาซคารบอนไดออกไซด รวมทงผลทได ตามแผนภาพตอไปน

(แสง) กาซคารบอนไดออกไซด + นำา นำาตาลกลโคส (แปง) + นำา + กาซออกซเจน

(คลอโรพลาสต)3.3 นกเรยนสรป เรองการสรางอาหารของพชลงใน ใบงานท 5.2

เรองการสรางอาหารของพช โดยเขยนเปนแผนผงความคด ( Concept map ) กำาหนดใหมหวขอ ดงน กระบวนการสงเคราะหแสง วตถดบ ปจจยทจำาเปน ผลตภณฑ (นอกเวลาเรยน ) แลวนำามาสรปในคาบเรยนตอไป

3.4 ครตงคำาถามใหนกเรยนชวยกนคด เพอใหเกดความอยากร ดงน- ในการดำารงชวตของพชนอกจากตองใชปจจยตางๆในการสงเคราะหแสง แลว ยงตองใช สงใดอกบาง

3.5 นกเรยนศกษา ใบความรท 5.1 เรอง ความสำาคญของแรธาตทมตอพช แลวชวยกนสรปถงปจจยทจำาเปนในการดำารงชวตของพช ดงน

- นำา อากาศ และแรธาต มความจำาเปนตอการดำารงชวตของพช4. ขนขยายความร4.1. นกเรยนสบคน ความสำาคญของการสงเคราะหแสงทมตอสงมชวตและสงแวดลอม จากใบงานท 5.3 เรองกระบวนการสงเคราะหดวยแสง

ของพชกบการหมนเวยนของกาซทสงผลตอสงมชวตและสภาพแวดลอม แลวสรปความรจากภาพ บนทกลงสมด สงใหครตรวจ4.2 สำารวจ สบคน ประโยชนดานอนๆของพชในทองถน เชน พชสมนไพรในทองถน ทำารายงานสงคร5. ขนประเมนผล

5.1 นกเรยนทำาแบบทดสอบหลงเรยน5.2 นกเรยนสงใบงานใหครตรวจ

5.3 ตรวจรายงานประโยชนดานอนๆ ของพช

การประเมนผลการเรยนร

วธการวด เครองมอทใชวด เกณฑการผาน1. สงเกตพฤตกรรม2. ตรวจผลการปฏบต

งาน

3. ทดสอบวดผลสมฤทธ ทางการเรยน4. ตรวจผลงานกลม

5. ตรวจรายงาน

1. แบบสงเกตพฤตกรรม

2. แบบบนทกการตรวจ ผลการปฏบตงาน3. แบบทดสอบวดผล

สมฤทธทางการเรยน

4. แบบบนทกการตรวจผลงานกลม

5. แบบบนทกการตรวจรายงาน

ผานเกณฑรอยละ 60

สอการเรยนร1.ใบงานท 5.1 เรอง ปจจยในการสงเคราะหแสงของพช

ตอน 1 คลอโรฟลลกบการสงเคราะหแสง ตอน 2 แสงกบการสงเคราะหแสงตอน 3 คารบอนไดออกไซดกบการสงเคราะหแสง

2. ใบงานท 5.2 กระบวนการสงเคราะหดวยแสงของพช3. ใบงานท 5.3 เรองกระบวนการสงเคราะหดวยแสงของพชกบ

การหมนเวยนของกาซทสงผลตอสงมชวตและสภาพแวดลอม 4. ใบความรท 5.1 เรอง ความสำาคญของแรธาตทมตอพช5. แบบทดสอบกอนเรยน6. แบบทดสอบหลงเรยน7. ใบเฉลยแบบทดสอบ8. แบบสงเกตพฤตกรรมกลม

แหลงเรยนร1. หองสมด2. หองคอมพวเตอร

การบรณาการกลมสาระการเรยนรศลปะ - การออกแบบการเขยนแผนผง

ความคด ภมปญญาทองถน - สมนไพรในทองถน

ใบงานการทดลอง เรอง ปจจยการสรางอาหารของพช (ตอน 1)

จดประสงค บงบอกถงบรเวณททำาหนาท สงเคราะหแสง และผลผลตจากการสงเคราะหแสงไดวนทำาการทดลอง วนท……..เดอน……………..พ.ศ……………..อปกรณสารเคม

1……………………………………..2……………………………………..3………………………

4……………………………………..5……………………………………..6………………………

7……………………………………..8……………………………………..9………………………

10…………………………………..11…………………………………..12………………………วธทดลอง

ปญหา ...............................................................................................................................................................สมมตฐาน..........................................................................................................................................................ตวแปรตน................................................................................................................................................................................ตวแปรตาม...............................................................................................................................................................................ตวแปรควบคม........................................................................................................................................................................

บนทกผลการทดลอง

วาดภาพใบชบาดางกอนทดลอง วาดภาพใบชบาดางหลงการทดลอง

ตารางบนทกผลการทดลองใบชบาดางทนำามาทดสอบ ผลการทดลอง

สวนทมสเขยวสวนทมสขาวนำาแปง

คำาถามหลงการทดลอง1. สารละลายไอโอดนมส……………………………2. สารละลายไอโอดนหยดลงบนนำาแปงจะเปลยนเปนส…………………………3. ใบชบาดางสวนทเปนส เมอหยดดวยสารละลายไอโอดนจะได…………ผลการทดลองเชนเดยวกบขอ 24. จากการทดลองแสดงวา สวนทเปนส ในใบชบาดาง มแปง……………อยภายใน5. ใบชบาดางสวนทเปนส………………..เมอหยดดวยสารละลายไอโอดนจะไมเกดการเปลยนแปลง 6. จากการทดลองแสดงวา สวนทเปนส ในใบชบาดาง มการ……………สรางแปง7. สวนทเปนสเขยวในพช คอสของสาร……………………

8. จากการทดลองแสดงวา พชจะสรางอาหารไดตองใชสาร…………………….

สรปผลการทดลอง

1………………………………………………………………………………………………………

2………………………………………………………………………………………………………

3………………………………………………………………………………………………………

ชอ...................................ชน..............ใบงาน

เรอง กระบวนการสงเคราะหดวยแสงของพช เรอง กระบวนการสงเคราะหดวยแสงของพช ชนมธยมศกษาปท 1

ใหนกเรยนสรปเรองการสงเคราะหดวยแสงของพช โดยเขยนเปนแผนผงความคด

ตามหวขอ ดงน กระบวนการสงเคราะหแสง วตถดบ ปจจยทจำาเปน ผลตภณฑ

ชอ..................................................ชน................ใบงาน

เรอง กระบวนการสงเคราะหดวยแสงของพชกบการหมนเวยนของกาซ

ทสงผลตอสงมชวตและสภาพแวดลอม

…………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………

ใบความรเรอง ความสำาคญของแรธาตทมตอพช

ในการดำารงชวตของพชนอกจากตองการอาหารซงไดจากการสงเคราะหดวยแสงแลว พชยงตองการแรธาตอกดวย

ใหนกเรยนศกษาประวตการคนควาทดลองตอไปนในป พ.ศ.2227 ฌอง แบบตสท แวน เฮลมองต ชาวเบลเยยม ได

ศกษาการเจรญเตบโตของตนหลว โดยนำาตนหลว มวล 2.27 กโลกรม มาปลกในดนแหงมวล 90.9 กโลกรม ใชนำาฝนรด และหมภาชนะทปลกเพอไมใหฝนละอองตกลงไปในภาชนะทปลก เมอครบ 5 ป มวลของตนหลวเพมขน และมวลของดนหายไปเลกนอย อนเนองมาจากการความคลาดเคลอนในการทดลอง

เฮลมองต จงสรปวา การทตนหลวเจรญเตบโตได เนองมาจาก นำาทรดลงไป

แตการคนควาของนกวทยาศาสตรในเวลาตอมาพบวา มวลของพชเพมขนไดเนองจาก นำา

กาซคารบอนไดออกไซด และแรธาต ตอมา จเลยส ซาคส และดบบลว นอปฟ ชาวยโรป ไดทดลองปลก

พชในสารละลายแรธาตในปรมาณทเหมาะสมพบวาพชเจรญเตบโตไดดทำาใหสรปไดวา แรธาตมผลตอการเจรญเตบโตของพช

ในเวลาตอมาไดพฒนาวธการนเปน เทคนคการปลกพชโดยไมใชดน ( hydroponics ) ทำาไดโดยการปลกพชในทอเจาะรหรอปลกพชในวสดทเบาและลอยนำาไดสำาหรบยดลำาตน โดยใหรากแชอยในสารละลายแรธาตทพชตองการ และมการควบคมความเปนกรด-เบส และแสงสวางใหเหมาะสมกบการเจรญเตบโตของพชแตละชนด

ปจจบนประเทศทมการปลกพชโดยวธนในเชงการคา ไดแก สเปน อตาล ญปน เนเธอรแลนด สำาหรบประเทศไทยไดเรมมการปลกพชแบบนในเชงการคาแลวแรธาต ทพชตองการ

แบงเปน 3 ประเภทใหญ ๆ ดงน1.ธาตอาหารหลก เปนธาตทพชตองการในปรมาณมาก ซงใน

ดนมกมแรธาตดงกลาวไมเพยงพอจำาเปนตองอาศยธาตอาหารเหลานจากการใสปยลงไปในดน ธาตเหลานไดแก ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรส (P) และโพแทสเซยม (K) หรอ N – P – K

2.ธาตอาหารรอง เปนธาตอาหารทพชตองการรองลงมาจากธาตอาหารหลก

ไดแก แคลเซยม (Ca) แมกนเซยม (Mg) และ กำามะถน (S)3.ธาตอาหารเสรม เปนธาตอาหารทพชตองการนอยแตขาดไม

ได ไดแก สงกะส (Zn) เหลก (Fe) ทองแดง (Cu) แมงกานส (Mn) โมลบดนม (Mo)โบรอน (B) และ คลอรน (Cl)

ตารางแสดง ประโยชนและอาการทปรากฏเมอพชขาดแรธาตดงกลาว

แรธาต ประโยชน อาการทขาดไนโตรเจน( N)

เปนสวนประกอบของโปรตน ชวยทำาใหลำาตนเขยวอวบ ใบเขยวสด

ใบเหลอง ลำาตนแคระแกรน เจรญเตบโต ผลผลตตำา

ฟอสฟอรส( P )

ชวยบำารงราก ทำาใหรากแตกด ใหพลงงาน

ลำาตนเปราะ หกงาย ใบรวง ใบมสเขยวเขมผดปกต

โพแทสเซยม( K )

ชวยบำารงดอกและผล ทำาใหแขงแรง ทนความแหงแลง ชวยดดกาซคารบอนไดออกไซด

ขอบใบไหมเกรยม ใบแกมจดเหลอง ระหวางเสนใบและขอบใบ

แคลเซยม(Ca)

ชวยใหผนงเซลลแขงแรง และเรงการทำางานของเอนไซม

ใบมวนเขาหากน ยอดเนา รากสนกวาปกต รากเนา

แมกนเซยม( Mg)

ชวยสรางคลอโรฟลล เปนองคประกอบทสำาคญของคลอโรฟลล

ใบเหลองเรมจากใบลางไปสยอด สเขยวของคลอโรฟลลลดลง จงปรากฏสอนชดเจนขน

กำามะถน (S)

เปนสวนประกอบของโปรตน วตามน

ใบมสเหลอง โดยเรมจากยอดลงมา

สงกะส (Zn)

บำารงใบ และตน ตนแคระแกรนใบเลก

เหลก (Fe)

ชวยสรางคลอโรฟลล ใบเหลอง เนองมาจากคลอโรฟลลลดลง

ทองแดง(Cu)

ชวยสรางความตานทานโรค ปลายใบไหมเกรยม

ตนไมบางชนด เชน ตนหมอขาวหมอแกงลง ตนสาหรายขาวเหนยว ตนหยาดนำาคาง ตนกาบหอยแครง เปนตนทขนในพนททขาดแรธาตบางชนด ใบจะเปลยนแปลงไปเปนกบดกแมลง ทภายในจะมตอมสรางเอนไซมโพรทเอส ใชยอยแมลงทตกลงไปใหกลายเปนแรธาต

แบบทดสอบเรอง การสงเคราะห ดวย แสงของพช

จงนำาขอความตอไปน ไปเตมลงในชองวางดานลางใหไดความทสมบรณ

แปงนำาแสง คลอโรฟลล คารบอนไดออกไซดออกซเจน สเขยว( ใหเรยงลำาดบ ค. ตมใบไมในนำาเดอด ก. ตมในแอลกอฮอล ข. หยดสารละลาย ไอโอดน )

การสงเคราะหแสงสวนตางๆของพชนำาตาลกลโคส

1. กระบวนการทพชสรางอาหาร เรยกวา ……………………….เกดขนกบเซลลทมลกษณะ………………2. อาหารทพชสรางขน คอ ซงจะถกเปลยนไป……………เปน……………ทนท แลวสะสมไวท……….…3. พชสรางอาหารแลวไดสงใดบาง ตอบใหครบ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

4. จงอธบายการทดสอบหาแปงในพช……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………5. พชสงเคราะหแสง ตองใชปจจยอะไรบาง ตอบใหครบ……………………………………………………6. จงบอกถงผลของการสงเคราะหดวยแสงของพชทมตอสงมชวตและสงแวดลอม

.…………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………

แบบทดสอบกอนเรยน คำาสง ใหนกเรยนเลอกคำาตอบทถกทสดเพยงขอเดยว 1. พชเปนสงมชวตทแตกตางไปจากสงมชวตอน ๆ อยางชดเจนในขอใด ก. สรางอาหารไดเอง

ข. เคลอนไหวไมได ค. เจรญเตบโตไดไมจำากด

ง. มอายยนยาว

2. กระบวนการสรางอาหารของพช ตองอาศยปจจยทส ำาคญหลายปจจย ยกเวน ขอใด ก. นำา

ข. กาซออกซเจน ค. คลอโรฟลล

ง. กาซคารบอนไดออกไซด 3. ผลตผลทไดจากการสงเคราะหดวยแสงของพช คอขอใด ก. นำา

ข. นำาตาล ค. กาซออกซเจน

ง. นำาตาล , กาซออกซเจน ,นำา 4. กระบวนการสงเคราะหดวยแสงของพชเกดขนในชวงเวลาใด ก. กลางวนเทานน

ข. ตลอดเวลาทมแสง ค. ชวงเวลาทมแดดจด

ง. ในชวงทไดรบแสงแดดไมจดนก

5. สวนใดของพชทมคลอโรฟลลมาก ก. ราก

ข. ลำาตน ค. ใบ

ง. ผล 6. สวนใดของพชทสามารถสงเคราะหดวยแสงได ก. ราก

ข. ใบ ค. ลำาตน

ง. บรเวณทมสเขยว 7. สารอาหารทไดจากการสงเคราะหดวยแสงของพช เปนสารอาหารประเภทใด ก. โปรตน

ข. ไขมน ค. เกลอแร

ง. คารโบไฮเดรต 8. อาหารทไดจากการสงเคราะหดวยแสงของพช จะถกเกบสะสมไวทสวนตาง ๆ ในรปใด

ก. แปง ข. โปรตน

ค. นำาตาล ง. ทงแปงและนำาตาล

9. ในการทดสอบหาแปงในใบชบาดางพบวา บรเวณสเขยวมแปง บรเวณสขาวไมมแปง ผลการทดลองนอธบายไดดวยเหตผลใด

ก. บรเวณสขาวไมมการหายใจ ข. แสงจำาเปนตอการสงเคราะหดวยแสง

ค. คลอโรฟลลจำาเปนตอการสงเคราะหดวยแสง

ง. บรเวณทมการสงเคราะหดวยแสงคอใบเทานน

10. สวนใดทไดชอวาเปนโรงครวของพช ก. ราก ข. ใบ ค. ดอก ง. ลำาตน

11. กระบวนการทพชสรางนำาตาลจากปฏกรยาระหวางกาซคารบอนไดออกไซด กบนำา โดยอาศยพลงงานแสงและคลอโรฟลล เรยกวาอะไร

ก. การยอยอาหาร ข. การสงเคราะหดวยแสง

ค. การหายใจ ง. การขบถาย

12. แปงจะเปลยนเปนนำาตาลแลวลำาเลยงไปยงสวนตาง ๆ ของพช ในเวลาใด

ก. กลางคนข. กลางวน

ค. ตลอดเวลาง. แลวแตโอกาส

13. ใหเรยงลำาดบวธการทดสอบแปงในใบไม1. ตมในแอลกอฮอลจนสใบซด2. หยดสารละลายไอโอดน3. ลางดวยนำาเยน4. ตมใบไมในนำาเดอด 1 – 2 นาท

จากขอมลเรยงลำาดบไดดงนก. 1 – 2 – 3 – 4

ข. 4 – 3 – 2 – 1ค. 2 – 3 – 4 – 1

ง. 4 – 1 – 3 – 2

14. ธาตอาหารหลกของพช คอขอใดก. ไนโตรเจน , ทองแดง , แมงกานส

ข. แคลเซยม , โซเดยม , กำามะถนค. ไนโตรเจน , ฟอสฟอรส , โพแทสเซยม

ง. แคลเซยม , โซเดยม , แบเรยม15. พชจะไมมสเขยวถาขาดธาตในขอใด

ก. แมกนเซยมข. โซเดยม

ค. คลอรนง. ฟอสฟอรส

เฉลยแบบทดสอบกอน-หลงเรยนการสงเคราะหดวยแสง

กอนเรยน หลงเรยน1. ก 1. ก2. ข 2. ข3. ง 3. ค4. ข 4. ข 5. ค 5. ง6. ง 6. ก7. ง 7. ค8. ก 8. ง9. ค 9. ง10. ข 10. ก11. ข 11. ข12. ก 12. ข13. ง 13. ง14. ค 14. ก

15. ก 15. ค

บทเรยนสำาเรจรปรายวชา ว 21101 วทยาศาสตรพนฐาน

การสรางอาหาร

ของพชโดย นางสงเวยน พงษเพชร

โรงเรยนวดเขาวง ( แสง ชวงสวนช)สพท.รบ.1

คำาแนะนำาในการใชบทเรยน

1. ใหปฏบตตามคำาแนะนำาในการใชบทเรยนอยางตอเนอง

2. กอนศกษาบทเรยนใหทำาแบบทดสอบกอนเรยน โดยใชกระดาษคำาตอบ

ทเตรยมไวให 3. เมอทำาแบบทดสอบกอนเรยนแลว ใหอานบทเรยนท

ละกรอบตามลำาดบ และตอบคำาถาม เมอทำาเสรจใหตรวจคำาตอบไดในหนา

ถดไป 4. กรณคำาตอบทนกเรยนตอบแลวผด ใหกลบไปศกษา

เนอหาในกรอบเดม อกครงแลวแกคำาตอบทผดใหถกกอนศกษากรอบถด

ไป 5. การทำาแบบฝกหดในแตละกรอบ นกเรยนอยาดคำา

ตอบกอนตอบคำาถาม เพราะจะไมชวยใหเกดการเรยนรเลย

6. ถามขอสงสยใด ๆ ใหสอบถามจากเพอนทรหรอปรกษาหารอกนในกลม

ถายงไมไดคำาตอบเปนทพอใจ ใหปรกษาครผสอน 7. เมอศกษาบทเรยนครบทกกรอบ ใหทำาแบบทดสอบ

หลงเรยนในกระดาษ คำาตอบโดยไมเปดกลบไปดเนอหาในกรอบขณะททำา

แบบทดสอบ 8. การทำาแบบทดสอบหลงเรยนจะถอเปนคะแนนและถอ

เปนเกณฑในการผาน จดประสงคดวย กลาวคอ นกเรยนตองทำาคะแนนให

ไดรอยละ 60 ของคะแนนเตมจงจะเรยนบทเรยนถดไปได 9. ถานกเรยนทำาคะแนนไดไมถงรอยละ 60 ของคะแนน

เตมตองเรยนซอมเสรม โดยศกษาบทเรยนนอก แลวสอบใหมจนกวาจะ

ทำาคะแนนผานเกณฑรอยละ 60

จดประสงคการเรยนร

ผลการเรยนรทคาดหวง

1. ทดลอง สบคนและอธบายปจจยบางประการทจำาเปนในการสงเคราะหดวยแสง และ

ผลทไดจากการสงเคราะหดวยแสง2.สบคนและอธบายความสำาคญของกระบวนการสงเคราะห

ดวยแสงทมตอสงมชวต และ สงแวดลอม

จดประสงคนำาทาง1.ทดลอง อธบาย เกยวกบความสำาคญของคลอโรฟลล

แสง คารบอนไดออกไซด ทมตอการสงเคราะหแสงได2.อภปรายและสรปปจจยสำาคญทใชในกระบวนการสงเคราะห

ดวยแสงได3.บอกถงผลผลตทไดจากกระบวนการสงเคราะหดวยแสง

ของพชไดถกตอง 4.สบคนขอมล เพออธบายกระบวนการสงเคราะหดวยแสง

ของพช ผลผลตทไดจากกระบวนการสงเคราะหดวยแสงและความสำาคญของกระบวนการสงเคราะหดวยแสงตอสงมชวตและสงแวดลอมได

แบบทดสอบกอนเรยน คำาสง ใหนกเรยนเลอกคำาตอบทถกทสดแลวทำาเครองหมาย / ทบอกษร ก ข ค

หรอ ง ในกระดาษคำาตอบใหตรงกบขอทนกเรยนเลอกตอบ 1. พชเปนสงมชวตทแตกตางไปจากสงมชวตอน ๆ อยางชดเจนในขอใด ก. สรางอาหารไดเอง ข . เคลอนไหวไมได ค. เจรญเตบโตไดไมจำากด ง. มอายยนยาว 2. กระบวนการสรางอาหารของพช ตองอาศยปจจยทสำาคญหลายปจจย ยกเวน ขอใด ก. นำา ข. กาซออกซเจน ค. คลอโรฟลล ง . ก า ซคารบอนไดออกไซด 3. ผลตผลทไดจากการสงเคราะหดวยแสงของพช คอขอใด ก. นำา ข. นำาตาล ค. กาซออกซเจน ง . น ำาตาล , กาซออกซเจน ,นำา 4. กระบวนการสงเคราะหดวยแสงของพชเกดขนในชวงเวลาใด

ก. กลางวนเทานน ข . ตลอดเวลาทมแสง ค. ชวงเวลาทมแดดจด ง. ในชวงทไดรบแสงแดดไมจดนก 5. สวนใดของพชทมคลอโรฟลลมาก ก. ราก ข. ลำาตน

ค. ใบ ง. ผล 6. สวนใดของพชทสามารถสงเคราะหดวยแสงได ก. ราก ข. ใบ ค. ลำาตน ง . บ ร เ ว ณ ท ม ส เขยว

7. สารอาหารทไดจากการสงเคราะหดวยแสงของพช เปนสารอาหารประเภทใด ก. โปรตน ข. ไขมน ค. เกลอแร ง. คารโบไฮเดรต 8. อาหารทไดจากการสงเคราะหดวยแสงของพช จะถกเกบสะสมไวทสวนตาง ๆในรปใด

ก. แปง ข. โปรตน ค. นำาตาล ง . ท ง แ ป ง แ ล ะนำาตาล

9. ในการทดสอบหาแปงในใบชบาดางพบวา บรเวณสเขยวมแปงบรเวณสขาวไมมแปง ผลการทดลองนอธบายไดดวยเหตผลใด ก. บรเวณสขาวไมมการหายใจ ข. แสงจำาเปนตอการสงเคราะหดวยแสง ค. คลอโรฟลลจำาเปนตอการสงเคราะหดวยแสง

ง. บรเวณทมการสงเคราะหดวยแสงคอใบเทานน 10. สวนใดทไดชอวาเปนโรงครวของพช ก. ราก ข. ใบ ค. ดอก ง. ลำาตน

11. กระบวนการทพชสรางนำาตาลจากปฏกรยาระหวางกาซคารบอนไดออกไซด กบนำา โดยอาศยพลงงานแสงและคลอโรฟลล เรยกวาอะไร

ก. การยอยอาหาร ข . ก า รสงเคราะหดวยแสง ค. การหายใจ ง . ก า ร ข บถาย 12. แปงจะเปลยนเปนนำาตาลแลวลำาเลยงไปยงสวนตาง ๆ ของพช ในเวลาใด ก. กลางคน

ข. กลางวนค. ตลอดเวลา ง. แลวแตโอกาส

13. ใหเรยงลำาดบวธการทดสอบแปงในใบไม1.ตมในแอลกอฮอลจนสใบซด2.หยดสารละลายไอโอดน3.ลางดวยนำาเยน4.ตมใบไมในนำาเดอด 1 – 2 นาท

จากขอมลเรยงลำาดบไดดงนก. 1 – 2 – 3 – 4 ข. 4 – 3 – 2 –

1ค. 2 – 3 – 4 – 1 ง. 4 – 1 – 3 – 2

14. ธาตอาหารหลกของพช คอขอใดก. ไนโตรเจน , ทองแดง , แมงกานส ข .

แคลเซยม , โซเดยม , กำามะถนค. ไนโตรเจน , ฟอสฟอรส , โพแทสเซยมง. แคลเซยม , โซเดยม , แบเรยม

15. พชจะไมมสเขยวถาขาดธาตในขอใดก.แมกนเซยม ข. โซเดยมค. คลอรน ง. ฟอสฟอรส

นกเรยนเคยทราบมาแลววา…. พชเปนสงมชวต เชนเด ยวก บส งมชวตอ น ๆ ….. แตพชจะม คณสมบตพเศษทแตกตาง จากสงมชวตอน ๆ คอ….. พชสามารถสรางอาหารไดเอง

การสรางอาหารของพชนน ….

….ตองใชปจจยหลายอยางดวยกน

น ก เ ร ย น ท ร า บ ห ร อ ไ ม วา..ปจจยสำาคญ

ในการสรางอาหารของพชมอะไรบาง

กรอบท 1 กระบวนการสรางอาหารของพช เรยกวา การสงเคราะหดวยแสง (Photosynthesis) โดยอาศยปจจยหลาย ๆ อยางประกอบกนซงปจจยสำาคญทใชในการสรางอาหารของพช ไดแก

1.คลอโรฟลลเปนสารสเขยวอยในเมดคลอโรพลาสต พบไดทใบและสวนอน ๆทมสเขยว เชน ทลำาตน และราก

2.แสง เป นป จจยส ำาค ญในการใหพล งงานไดจากพลงงานธรรมชาตคอ

แสงแดด ( อาจใชแสงจากไฟฟาหรอตะเกยงทมแสงสวางมาก ๆ กได )

3.กาซคารบอนไดออกไซด ไดมาจากอากาศซมเขาสใบทางปากใบ

ไ ม ท ร า บ ใ ช ไหมล ะ ลอง

4.นำา จากพนดนโดยการดดซมของขนรากของพชแลวลำาเลยงไปยงใบ

คำาถาม

1. พชเปนสงมชวตทแตกตางจากสงมชวตอน ๆ คอ ก. ตองการอาหาร ข. เคลอนไหวได ค. สรางอาหารไดเอง

2. การสรางอาหารของพชตองอาศยปจจยสำาคญหลายอยางดวยกน ยกเวนขอใด

ก.กาซคารบอนไดออกไซดข.กาซออกซเจนค.นำาและแสง

3. รากของพชทมสเขยวเชนรากกลวยไมสามารถเกดการสงเคราะหดวยแสงไดหรอไม

( ต อ บ ……………………………………. )

4. การสรางอาหารของพชจำาเปนตองใชแสงแดด ถาใชแสงไฟฟาทมความสวางมาก ๆ พชจะสงเคราะหดวยแสงไดหรอไม

( ตอบ………………………………………. )

เฉลยกรอบท 1

1. ตอบ ค 3. ตอบ ได 2. ตอบ ข 4. ตอบ ได

นกเรยนตงใจศกษาเนอหา … ในกรอบและคดทบทวนด ๆ…..

ครเชอวา..จะทำาใหนกเรยนเขาใจ ยงขนแนนอน …

จากกรอบท 1 นกเรยนทราบแลววา… ปจจยสำาคญทพช….ใชใน กระบวนการสรางอาหาร โดยกระบวนการสงเคราะหดวยแสง คอ…

คลอโรฟลล…. แสง ….. นำา .. และกาซคารบอนไดออกไซด … แลวอาหารทพชสรางขนมาเปนอาหารประเภทใด และมอะไรบาง

อยากทราบตอง… … ศกษาเนอหาในกรอบท

2เชญครบ…

กรอบท 2

กระบวนการสรางอาหารของพชโดยการสงเคราะหดวยแสงนนอาหารทไดครง

แรกเปนนำาตาลโมเลกลเดยว คอ นำาตาลกลโคสซงนำาตาลทไดนจะเปลยนเปนแปงทนท (เพอไมใหปรมาณนำาตาลอยในเซลลมากเกนไป )จากนนแปงจะถกนำาไปเกบสะสมไวยงสวนตาง ๆ ของพชและเมอพชตองการจะเปลยนแปงทสะสมไวกลบเปนนำาตาล กอนทจะนำาไปใชพลงงานนหรอใชในการดำารงชวต และนำาตาลบางสวนจะถกนำาไปใชในการหายใจดวย การเปลยนแปงเปนนำาตาลนนจะเกดขนในเวลากลางคน

กระบวนการสงเคราะหดวยแสงของพช สามารถเขยนสมการเคมแสดงการเปลยนแปลง และผลตภณฑทเกดขนไดดงน

แสงกาซคารบอนไดออกไซด + นำา นำาตาล

กลโคส + กาซออกซเจน + นำา คลอโรฟลล

คำาถาม

คำาส ง ใหใส เคร องหมาย / หนาขอท ถกและใสเครองหมาย x หนาขอทผด

…………………1. อาหารทพชสรางไดครงแรกคอ นำาตาลกลโคส

………………..2. เมอปรมาณนำาตาลในเซลลมากเกนไป พชจะเปลยนนำาตาลเปนแปง

………………..3. อาหารทพชสรางขนจะถกเกบไวในสวนตาง ๆ ในรปของนำาตาล

………………..4. การเปลยนแปงใหเปนนำาตาลจะเกดขนในชวงเวลากลางวน

………………..5. การสงเคราะหดวยแสงของพชนอกจากจะไดนำาตาลแลว ยงไดกาซ ออกซเจนและนำาเกดขนดวย

เฉลยกรอบท 2

1. / 2. / 3. + 4. + 5. /

ถานกเรยนทำาถกทกขอครยนดดวย … .........เกงมากครบ .............. ทบทวน เมอเราทราบแลววา พชสรางอาหารโดยการสงเคราะหดวยแสง แลวจะได นำาตาล เก ดข นซ งน ำาตาลทเก ดข นน จะถกเปลยนเปนแปง

เกบสะสมไวใชเมอเวลาจำาเปน แตเราจะรไดอยางไรวา….. การสงเคราะหดวยแสงของพช จะไดแปง… …

เกดขนมาจรงหรอไม…

รายละเอยด......ตองอานในกรอบท 3 ครบ

กรอบท 3 อาหารทพชสรางขนในครงแรก ไดแก นำาตาลกลโคส ซงจะ

เปลยนเปนแปงนำาไปเกบสะสมไวทสวนตาง ๆ ของพช ดงนนการทดสอบอาหารในใบพชจงตองทดสอบหาแปง

การทดสอบหาแปงในใบพช ท ำาไดด งนคอ….

1.นำาใบไมทไดรบแสงแดดมาแลวประมาณ 3 ชวโมง มาตมในนำาเดอดนาน 1 – 3 นาท เพอใหเซลลใบไมตาย ปองกนไมใหมการเปลยนแปลงภายในเซลลเหมอนขณะทเซลลยงมชวตอย

2.นำาใบไมทตมแลวไปตมในเอธลแอลกอฮอล 2- 3 นาท (จนสใบไมซด )เพอใหคลอโรฟลลละลายออกมา(คลอโรฟลลละลายในแอลกอฮอล แตแปงไมละลาย )

3.นำาใบไมทไดมาหยดดวยสารละลายไอโอดน ถามสนำาเงนเกดขนแสดงวา ใบไมนนมแปงแตถาไมใชแปงหรอไมมแปง สของสารละลายไอโอดนจะยงคงเปนสนำาตาล

คำาถาม1. การทดสอบสารอาหารในพชจะตองทดสอบหาแปงหรอหานำาตาล(ตอบ………………………………………………….. ) 2. เพราะเหตใดในครงแรกจงตองตมใบไมในนำาเดอด ( ตอบ…………………………………………………….) 3. คลอโรฟลลละลายไดในนำาหรอแอลกอฮอล ( ตอบ…………………………………………………..)

4. การทดสอบแปงจะใชสารใดทดสอบ ก.เอธลแอลกอฮอลข.สารละลายไอโอดน

5. แปงผสมกบสารละลายไอโอดนจะใหผลอยางไรก.เปลยนเปนสนำาเงนข. เปลยนเปนสนำาตาล

6. ในวนทไมมแสงแดด ถานำาใบไมมาทดสอบหาแปง จะพบหรอไม ( ตอบ…………………………………………….)

เฉลยกรอบท 3

1. ตอบ แปง 2. ตอบ เพอใหเซลลตาย ปองกนไมใหมการเปลยนแปลง 3. ตอบ แอลกอฮอล

4.ตอบ ข 5. ตอบ ก 6. ตอบ ไมพบ เพราะพชไมมการสรางอาหาร

ถายงตอบไมถก…..กอยาทอถอยนะครบ.. พยายามใชสมาธตงใจศกษา.. ลองทบทวนเนอหาดอกสกครง …… ครเชอวานกเรยนทำาไดอยางแนนอน….

ในการดำารงชวตของพชนอกจากจะอาศยสารอาหาร ทสามารถสรางขนมาเองแลว นกเรยนทราบหรอไมวา … พชจะตองการสงใดอก….เพ อใชในการดำารงชวต… อยากทราบตองตงใจอานกรอบท 4

เชญครบ….

กรอบท 4 การดำารงชวตของพชชนดตาง ๆ นอกจากจะอาศยสารอาหารทพชสรางขนมาเองแลว พชยงตองอาศยแรธาตชนดตางๆ อกดวย ซงแรธาตทมความจำาเปนตอการดำารงชวตของพช แบงเปน ประเภทใหญ ๆ ดงน

1.ธาตอาหารหลก เปนธาตทพชตองการในปรมาณมาก ซงในดนมกมแรธาต

ดงกลาวไมเพยงพอจำาเปนตองอาศยธาตอาหารเหลานจากการใสป ยลงไปในด น ธาต เหล าน ได แก ไนโตรเจน ( N ) ฟอสฟอรส ( P ) และโพแทสเซยม ( K ) หรอ N – P – K

2.ธาตอาหารรอง เปนธาตอาหารทพชตองการรองลงมาจากธาตอาหารหลก

ไดแก แคลเซยม ( Ca ) แมกนเซยม ( Mg ) และ กำามะถน ( S )

3.ธาตอาหารเสรม เปนธาตอาหารทพชตองการนอยแตขาดไมได ไดแก

สงกะส ( Zn ) เหลก ( Fe ) ทองแดง ( Cu ) แมงกานส ( Mn ) โมลบดนม ( Mo )

โบรอน ( B ) และ คลอรน ( Cl )

คำาถาม

1.แรธาตใดบางทพชตองการมากทสด( ตอบ …………………………………………… )

2.ไนโตรเจน ( N ) กำามะถ น ( S ) ทองแดง ( Cu ) คลอรน ( Cl ) ฟอสฟอรส ( P )และมกนเซยม ( Mg ) จากธาตอาหารทก ำาหนดให 6 ชนด มธาตใดบางเปนธาตทพชตองการนอยแตขาดไมได( ตอบ……………………………………………..)

3.ในดนมธาตอาหารหลกไมเพยงพอสำาหรบพช นกเรยนจะแกปญหาอยางไร( ตอบ……………………………………………)

เฉลยกรอบท 4 1. ตอบ N-P-K 2. ตอบ ทองแดงและคลอรน 3. ตอบ ตองใสปยลงในดนเพอเพมธาต

งายมาก ๆ เลยใชไหม...........

ถาทำาถกหมดทกขอ … ..อยาลมใหรางวลตวเองนะครบ....... ..รางวลทดทสดคอใหกำาลงใจตนเอง..นะครบ

จากกรอบท 4

เราทราบแลววา ธาตอาหารทพชตองการเพอการ…ดำารงชวตมอย …. .. 3 ชนด คอ ธาตอาหารหลก , ธาตอาหารรอง และธาตอาหารเสรม

ซงพชแตละชนดจะตองการในปรมาณมากนอยไมเทากน และ… .. ..ในขณะเดยวกนธาตอาหารเหลานพชจะขาดไมได ……………… ถาพชขาดธาตอาหารเหลาน……. ธาตใดธาตหนงจะมผลตอพชอยางไร….

สงสยจง

ล อ ง ไ ปศกษา....

ซครบ......

กรอบท 5 ถาพชขาดธาตอาหารชนดใดชนดหนง จะแสดงอาการแตกตางกนออกไปตามชนดของ

ธาตนน ๆ ดงแสดงในตารางตอไปนแรธาตทขาด อาการทพชแสดงออกเมอขาดแร

ธาต

ไนโตรเจน ( N ) ใบจะเปลยนเปนสเหลอง จากใบลางไปสยอด ลำาตนแคระแกรน และเจรญเตบโตชา

ฟอสฟอรส ( P ) ใบจะเปนสเขยวคลำา ลำาตนแคระแกรน เจรญเตบโตชา

โพแทสเซยม ( K )

ใบเหลองเปนจด ซงจะเกดระหวางเสนใบกบขอบใบ ขอบใบจะไหมเกรยม

แมกนเซยม ( Mg )

เปนจดสเหลองระหวางเสนใบ ลำาตนจะไมมสเขยว ใบมวนขน

กำามะถน ( S ) ใบจะเปลยนเปนสเหลองทงใบ โดยเกดกบใบออนกอน

โบรอน ( B ) ยอดพชจะตาย ใบหนาและหยาบ ออกดอกชาและออกดอกนอย

โมลบดนม ( Mo )

ใบเหลองระหวางเสนใบ ขอบใบไหมเกรยม พชบางชนดจะไมออกดอก หรอออกดอก

ดอกจะรวง

คำาถาม

1. ธาตอาหารใดททำาใหพชใบใหญเขยวอวบนารบประทานก. ฟอสฟอรส ข. โพแทสเซยม

ค. ไนโตรเจน 2. พชมใบสเขยวคลำา ลำาตนแคระแกรนเจรญเตบโตชา แสดงวาพชขาดธาตอาหารใด ( ต อ บ ……………………………………………….. ) 3. พชมอาการใบเหลองระหวางเสนใบ ขอบใบไหมเกรยมและในพชบางชนดจะไมออก ดอกหรอถาออกดอกจะรวง เปนเพราะพชขาดธาตใด

( ตอบ…………………………………………………)

เฉลยกรอบท 5 1. ตอบ ค 2. ตอบ ฟอสฟอรส 3. ตอบ โมลบดนม

กรอบสดทาย....

คงตอบถกทกขอนะครบ ....นกเรยนจะเหนวา อะไรกตาม

ถาตงใจทำาจรง ๆ แลว.. ยอมสำาเรจไปดวยดทกประการ..

เมอศกษาครบทกกรอบแลว.. ...ลองตรวจสอบความรของตนเองนะครบ... ..วามความกาวหนามากนอยอยางไร..... ....โดยทำาขอสอบหลงเรยน.....

ทสำาคญ......อยาลมกตกาในการทำาขอสอบนะครบ

เชญครบ......

แบบทดสอบหลงเรยน คำาสง ใหนกเรยนเลอกคำาตอบทถกทสดแลวทำาเครองหมาย / ทบอกษร ก ข ค

หรอ ง ในกระดาษคำาตอบใหตรงกบขอทนกเรยนเลอกตอบ ขอ 1. พชเปนสงมชวตทแตกตางไปจากสงมชวตอน ๆ อยางชดเจนในขอใด ก. สรางอาหารไดเอง

ข. เคลอนไหวไมได ค. เจรญเตบโตไดไมจำากด

ง. มอายยนยาว ขอ 2. กระบวนการสงเคราะหดวยแสงของพชเกดขนในชวง

เวลาใด ก. กลางวนเทานน

ข. ตลอดเวลาทมแสง ค. ชวงเวลาทมแดดจด

ง. ในชวงทไดรบแสงแดดไมจดนก ขอ 3. สวนใดของพชทมคลอโรฟลลมาก

ก. ราก ข. ลำาตน

ค. ใบ ง. ผล

ขอ 4 . กระบวนการสรางอาหารของพช ตองอาศยปจจยทสำาคญหลายปจจย ยกเวน ขอใด ก. นำา

ข. กาซออกซเจน ค. คลอโรฟลล

ง. กาซคารบอนไดออกไซด

ขอ 5 . ผลตผลทไดจากการสงเคราะหดวยแสงของพช คอขอใด

ก. นำา ข. นำาตาล

ค. กาซออกซเจน ง. นำาตาล , กาซออกซเจน ,นำา

ขอ 6. อาหารทไดจากการสงเคราะหดวยแสงของพช จะถกเกบ

สะสมไวทสวนตาง ๆ ในรปใด

ก. แปง ข. โปรตน

ค. นำาตาล ง. ทงแปงและนำาตาล

ขอ 7. ในการทดสอบหาแปงในใบชบาดางพบวา บรเวณสเขยวมแปงบรเวณสขาวไมมแปง ผลการทดลองนอธบายไดดวยเหตผลใด ก. บรเวณสขาวไมมการหายใจ

ข. แสงจำาเปนตอการสงเคราะหดวยแสง ค. คลอโรฟลลจำาเปนตอการสงเคราะหดวยแสง

ง. บรเวณทมการสงเคราะหดวยแสงคอใบเทานน ขอ 8. สวนใดของพชทสามารถสงเคราะหดวยแสงได

ก. ราก ข. ใบ

ค. ลำาตน ง. บรเวณทมสเขยว

ขอ 9. สารอาหารทไดจากการสงเคราะหดวยแสงของพช เปนสารอาหารประเภทใด ก. โปรตน

ข. ไขมน ค. เกลอแร

ง. คารโบไฮเดรต ขอ 10. แปงจะเปลยนเปนนำาตาลแลวลำาเลยงไปยงสวนตาง ๆ

ของพชในเวลาใด ก. กลางคนข. กลางวน

ค. ตลอดเวลาง. แลวแตโอกาส

ขอ 11. สวนใดทไดชอวาเปนโรงครวของพช ก. ราก ข. ใบ ค. ดอก ง. ลำาตน

ขอ 12. กระบวนการทพชสรางนำาตาลจากปฏกรยาระหวางกาซคารบอนไดออกไซด

กบนำา โดยอาศยพลงงานแสงและคลอโรฟลล เรยกวาอะไร ก. การยอยอาหาร

ข. การสงเคราะหดวยแสง ค. การหายใจ

ง. การขบถาย ขอ 13. ใหเรยงลำาดบวธการทดสอบแปงในใบไม

1. ตมในแอลกอฮอลลจนสใบซด

2. หยดสารละลายไอโอดน3. ลางดวยนำาเยน4. ตมใบไมในนำาเดอด 1 – 2 นาท

จากขอมลเรยงลำาดบไดดงนก. 1 – 2 – 3 – 4ข. 4 – 3 – 2 – 1ค. 2 – 3 – 4 – 1ง. 4 – 1 – 3 – 2

ขอ 14. พชจะไมมสเขยวถาขาดธาตในขอใดก. แมกนเซยมข. โซเดยมค. คลอรนง. ฟอสฟอรส

ขอ 15. ธาตอาหารหลกของพช คอขอใด ก. ไนโตรเจน , ทองแดง , แมงกานส

ข. แคลเซยม , โซเดยม , กำามะถน ค . ไนโตรเจน , ฟอสฟอรส , โพแทสเซยม ง .

แคลเซยม , โซเดยม , แบเรยม

เฉลยแบบทดสอบกอน-หลงเรยนหนวยท 4

กอนเรยน หลงเรยน1. ก 1. ก2. ข 2. ข3. ง 3. ค

4. ข 4. ข 5. ค 5. ง6. ง 6. ก7. ง 7. ค8. ก 8. ง9. ค 9. ง10. ข 10. ก11. ข 11. ข12. ก 12. ข13. ง 13. ง14. ค 14. ก15. ก 15. ค